Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 651/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่1และที่5ได้เรียกชื่อว่าสัญญารับสภาพหนี้ก็ตามแต่มูลกรณีในสัญญานั้นเป็นเรื่องโจทก์กับจำเลยที่1และที่5ทำความตกลงกันกรณีที่จำเลยที่1และที่5ถูกโจทก์กล่าวหาว่าทำละเมิดต่อโจทก์ข้อความในสัญญาเป็นเรื่องตกลงให้จำเลยที่1และที่5ยอมชดใช้เงินค่าเสียหายในมูลละเมิดกับให้ผ่อนชำระให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันดังนี้เป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยที่1และที่5ตกลงระงับข้อพิพาทมีมีขึ้นจากมูลละเมิดนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา850หาใช่เป็นการรับสภาพหนี้แต่เพียงอย่างเดียวไม่เมื่อจำเลยที่1และที่5ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทกับโจทก์แล้วเช่นนี้ความรับผิดของจำเลยที่1และที่5ในมูลละเมิดก็ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยที่1และที่5ให้รับผิดในมูลละเมิดอีกหาได้ไม่ ในกรณีที่ผู้ขายผิดสัญญาซื้อขายนั้นนอกจากสัญญาข้อ10ได้กำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาแล้วในข้อ9ของสัญญาดังกล่าวยังได้กำหนดให้ผู้ขายต้องเสียเบี้ยปรับอีกด้วยโดยระบุว่าถ้าผู้ซื้อไม่ใช่สิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีที่เมื่อครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญาแล้วผู้ขายส่งมอบสิ่งของไม่ครบจำนวนผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ0.20ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่ผู้ขายได้นำสิ่งของมาส่งให้แก่ผู้ซื้อจนถูกต้องครบจำนวนซึ่งในสัญญาซื้อขายก็ไม่ได้มีการตกลงยกเว้นไว้เลยว่าหากผู้ซื้อไม่แจ้งสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับแก่ผู้ขายแล้วผู้ซื้อจะหมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับดังนั้นเมื่อผู้ขายตามสัญญารายนี้ผิดสัญญาโดยส่งมอบสิ่งของไม่ครบจำนวนและผู้ซื้อได้รับมอบสิ่งของบางส่วนนั้นไว้ก็ไม่ถือว่าเป็นการรับชำระหนี้อันจะต้องแจ้งสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับไม่เป็นเหตุให้โจทก์หมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากผู้ขายตามสัญญาดังกล่าว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา381วรรคสามที่บัญญัติว่า"ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้วจะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้น"เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแล้วและเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้ไว้เท่านั้นไม่ได้หมายถึงการชำระหนี้บางส่วนหรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องดังนั้นการที่จำเลยที่4และที่6ซึ่งเป็นข้าราชการผู้มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อของโจทก์รับชำระหนี้ไว้โดยไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับไปยังผู้ขายจึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายและถือไม่ได้ว่าจำเลยที่4และที่6กระทำละเมิดแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งหกเป็นข้าราชการสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพังงาในสังกัดของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงา จำเลยที่ 2ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงาต่อจากจำเลยที่ 1จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการประถมศึกษาจังหวัดพังงาจำเลยที่ 4 มีหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินและพัสดุรับผิดชอบดูแลการปฏิบัติงานฝ่ายการเงินและพัสดุให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผน จำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงาซึ่งรับผิดชอบงานฝ่ายการเงินและพัสดุด้วย จำเลยที่ 6 มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงินหมดค่าวัสดุในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องเขียน แบบเรียน และเป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2527สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพังงา โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ทำสัญญาซื้ออุปกรณ์การสอนจำนวน 38 รายการเป็นเงิน 73,374 บาท จากห้างหุ้นส่วนจำกัดนิรมิตรสุราษฎร์ธานีและต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2527 สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพังงา โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ทำสัญญาซื้ออุปกรณ์การสอนจำนวน 16 รายการ เป็นเงิน 38,697 บาท จากห้างหุ้นส่วนจำกัดนิรมิตรสุราษฎร์ธานี ตามสัญญาทั้งสองฉบับกำหนดให้ส่งมอบสินค้าในวันที่ 28 กรกฎาคม 2527 และในวันที่ 10ธันวาคม 2527 ตามลำดับ แต่ปรากฎว่าผู้ขายไม่สามารถส่งสินค้าบางรายการได้ครบตามสัญญา แต่จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดซื้อทั้งสองสัญญาไม่ได้ดำเนินการแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับตามสัญญาให้ผู้ขายทราบตามระเบียบสำนักงานยกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีการแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับเช่นเดียวกัน และต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม2528 จำเลยที่ 2 ซึ่งย้ายมารับราชการแทนจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับการกระทำของจำเลยทั้งหกทำให้โจทก์หาได้รับความเสียหายโดยไม่สามารถเรียกค่าปรับจากผู้ขายได้ตามสัญญาซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 9ว่า ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 8 ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาของที่ยังไม่ได้รับมอบนับถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่ผู้ขายได้นำสิ่งของมาส่งให้แก่ผู้ซื้อจนถูกต้อง หรือจนถึงวันบอกเลิกสัญญาด้วยซึ่งตามสัญญาฉบับแรกนับตั้งแต่วันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นจำนวน 346 วัน

จากเงิน 73,374 บาท ในอัตราร้อยละ0.20 เป็นเงิน 50,774.81 บาท ซึ่งจำเลยทั้งหกต้องรับผิดคนละเท่า ๆ กัน คนละ 8,462.47 บาท และตามสัญญาฉบับที่สองนับตั้งแต่วันครบกำหนดตามสัญญาถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นจำนวน 211 วัน จากเงิน38,697 บาท ในอัตราร้อยละ 0.20 เป็นเงิน 16,330.13 บาทจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 รับผิดคนละเท่า ๆ กัน คนละ 3,266.03 บาทส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเพราะย้ายไปรับราชการที่อื่นก่อนสัญญาครบกำหนด รวมทั้งสองสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินแก่โจทก์8,462.47 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์คนละ 11,728.50 บาท รวมเป็นเงิน 67,104.94 บาท โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งหกจากต้นเงิน 67,104.94 บาท ในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี

นับแต่วันบอกเลิกสัญญาคือวันที่ 9 กรกฎาคม 2528 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 25,164.35 บาท รวมเป็นเงิน92,269.29 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 92,269.29 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จซึ่งโจทก์ได้ติดตามทวงถามแล้ว จำเลยทั้งหกก็เพิกเฉย เมื่อวันที่5 กุมภาพันธ์ 2530 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์โดยขอชำระหนี้จำนวน 8,462.47 บาท และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2530จำเลยที่ 5 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ขอชำระหนี้จำนวน11,728.50 บาท แต่จำเลยทั้งหกก็ยังเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้เงินจำนวน92,269.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ปฏิเสธความรับผิด และว่า จำเลยที่ 1ได้ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นจำนวนเงิน 8,462.47 บาทแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีหนี้สินต่อกันขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า มิได้กระทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปตามหน้าที่ตามสัญญาโดยสุจริตระมัดระวังรอบคอบเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำแล้วขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า การแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับตามสัญญาเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 3 ไม่มีหน้าที่และไม่มีอำนาจแจ้งการสงวนสิทธิดังกล่าว การที่จะควบคุมดูแลหรือมีคำสั่งให้จำเลยที่ 6 แจ้งการสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับนั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ไม่เคยสั่งให้จำเลยที่ 3ดำเนินการ ในขณะนั้นจำเลยที่ 2 คงปฏิบัติราชการอยู่ตามปกติขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้การว่า ตามสัญญาทั้งสองฉบับเมื่อผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าภายในกำหนดจำเลยที่ 2 ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาพร้อมทั้งริบเงินประกันตามสัญญาเป็นเงินจำนวน 3,669 บาท และจำเลย 1,935 บาทโดยไม่ได้เรียกร้องให้ผู้ขายชำระหนี้หรือส่งมอบสินค้าแต่อย่างใดแต่โจทก์ก็สามารถฟ้องร้องเรียกค่าปรับตามสัญญาได้ทั้งสองฉบับตามกฎหมาย

ถึงแม้จำเลยทั้งหกจะไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับตามสัญญาให้ผู้ขายทราบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุก็ตาม ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคดีนี้จำเลยที่ 5 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้กับโจทก์ ซึ่งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์จะมาฟ้องให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์อีกไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงามีหน้าที่บังคับบัญชา

ควบคุมดูแลงานทั่วไปของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพังงา จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงาต่อจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงา มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของข้าราชการฝ่ายการเงินและพัสดุ จำเลยที่ 4 มีหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินและพัสดุ รับผิดชอบดูแลปฏิบัติงานฝ่ายการเงินและพัสดุให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผน จำเลยที่ 5 เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงา ซึ่งรับผิดชอบงานฝ่ายการเงินและพัสดุด้วย จำเลยที่ 6 มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการเงินหมวดค่าวัสดุในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องเขียนแบบเรียน และเป็นผู้มีหน้าที่ดำเนินการจัดซื้อ

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2527 สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพังงาโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ทำสัญญาซื้ออุปกรณ์การสอนจำนวน 38 รายการ เป็นเงิน 73,374 บาทจากห้างหุ้นส่วนจำกัดนิรมิตรสุราษฎร์ธานี และต่อมาวันที่12 กันยายน 2527 สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพังงา โดยจำเลยที่ 1ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ทำสัญญาซื้ออุปกรณ์การสอนจำนวน 16รายการ เป็นเงิน 38,697 บาท จากห้างหุ้นส่วนจำกัดนิรมิตรสุราษฎร์ธานี ตามสัญญาทั้งสองฉบับกำหนดให้ส่งมอบสินค้าในวันที่ 28 กรกฎาคม 2527 และวันที่ 10 ธันวาคม 2527 ตามลำดับแต่ปรากฎว่าผู้ขายไม่สามารถส่งสินค้าบางรายการได้ครบตามสัญญาแต่จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดซื้อทั้งสองสัญญาไม่ได้ดำเนินการแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับตามสัญญาให้ผู้ขายทราบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 ก็ไม่ได้ดำเนินการให้มีการแจ้งสงวนสิทธิการเรียกค่าปรับเช่นเดียวกันและต่อมาวันที่ 9 กรกฎาคม 2528 จำเลยที่ 2 ซึ่งย้ายมารับราชการแทนจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับ วันที่ 22มกราคม 2530 นายเจริญชัย โชติช่วง รักษาการแทนผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงา ได้มีหนังสือทวงหนี้ถึงจำเลยที่ 1ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 กำหนดให้ใช้ค่าเสียหายในมูลละเมิดกรณีที่ไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากผู้ขายตามเอกสารหมาย จ.7 และจ.8 ต่อมาในวันที่ 5 และ 6 กุมภาพันธ์ 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 5ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้กับผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดพังงาตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 ตามลำดับมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ทำสัญญารับสภาพหนี้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย

จ.15และ จ.16 ตามลำดับนั้น มีผลเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความอันทำให้หนี้มูลละเมิดระงับสิ้นไปหรือไม่ และการที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับชำระหนี้ไว้บางส่วนจากผู้ขายจะทำให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากผู้ขายหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ซึ่งได้ทำสัญญารับสภาพหนี้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.15 และ จ.16 แม้สัญญาดังกล่าวได้เรียกชื่อว่าสัญญารับสภาพหนี้ก็ตาม แต่ปรากฎว่ามูลกรณีในสัญญานั้นเป็นเรื่องโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ทำความตกลงกันกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 ถูกโจทก์กล่าวหาว่าทำละเมิดต่อโจทก์ข้อความในสัญญาเป็นเรื่องตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ยอมชดใช้เงินค่าเสียหายในมูลละเมิดโดยคิดเฉลี่ยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินเพียง8,462.47 บาท และให้จำเลยที่ 5 ชดใช้เงินเพียง 11,728.50 บาท กับให้ผ่อนชำระให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกัน

เห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ตกลงระงับข้อพิพาทที่มีขึ้นจากมูลละเมิดนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 หาใช่เป็นการรับสภาพหนี้แต่เพียงอย่างเดียวไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 5 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความระงับข้อพิพาทกับโจทก์แล้วเช่นนี้ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 5 ในมูลละเมิดก็ระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1และที่ 5 ให้รับผิดในมูลละเมิดอีกหาได้ไม่ สำหรับปัญหาที่โจทก์ฎีกาเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับชำระหนี้ไว้บางส่วนโดยไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิเรียกค่าปรับแก่ผู้ขาย จะทำให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากผู้ขายหรือไม่นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าในกรณีที่ผู้ขายผิดสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 นั้นนอกจากสัญญาข้อ 10 ได้กำหนดให้ผู้ขายต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาแล้ว ในข้อ 9 ของสัญญาดังกล่าวยังได้กำหนดให้ผู้ขายต้องเสียเบี้ยปรับอีกด้วย โดยระบุว่าถ้าผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาในกรณีที่เมื่อครบกำหนดส่งมอบสิ่งของตามสัญญาแล้ว ผู้ขายส่งมอบสิ่งของไม่ครบจำนวน ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.20 ของราคาสิ่งของที่ยังไม่ได้รับมอบนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันที่ผู้ขายได้นำสิ่งของมาส่งให้แก่ผู้ซื้อจนถูกต้องครบจำนวน ซึ่งในสัญญาทั้งสองฉบับไม่ได้มีการตกลงยกเว้นไว้เลยว่า หากผู้ซื้อไม่แจ้งสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับแก่ผู้ขายแล้วผู้ซื้อจะหมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับ

ดังนั้นเมื่อผู้ขายตามสัญญารายนี้ผิดสัญญาโดยส่งมอบสิ่งของไม่ครบจำนวนและผู้ซื้อได้รับมอบสิ่งของบางส่วนนั้นไว้ ก็ไม่ถือว่าเป็นการรับชำระหนี้อันจะต้องแจ้งสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับไม่เป็นเหตุให้โจทก์หมดสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากผู้ขายตามสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคสามที่บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้แล้ว จะเรียกเอาเบี้ยปรับได้ต่อเมื่อได้บอกสงวนสิทธิไว้เช่นนั้น" นี้หมายความว่า บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องบอกกล่าวสงวนสิทธิเรียกเบี้ยปรับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้ยอมชำระหนี้โดยสิ้นเชิงแล้วและเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้ไว้เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการชำระหนี้บางส่วนหรือชำระหนี้ไม่ถูกต้อง

ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 รับชำระหนี้ไว้เพียงบางส่วนโดยไม่ได้แจ้งสงวนสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับไปยังผู้ขายจึงไม่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ทั้งนี้ตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1078/2496 ระหว่างบริษัทเอื้อวิทยาพาณิชย์ จำกัดโจทก์ บริษัทหัวหิน จำกัด กับพวก จำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4และที่ 6 กระทำละเมิดแก่โจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม มั่งมีดี · สันติ ทักราล · สวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้