Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6503/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

อีเฟดรีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวต้องรับโทษเพียงใดอยู่ที่ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ว่าหนักเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีอีเฟดรีน ของกลางไว้ในครอบครอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 13.12 กรัม ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 92(พ.ศ. 2538)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้ว่าการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์อีเฟดรีน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์แล้วต้องไม่เกินปริมาณ 12.000 กรัม การที่จำเลยมีอีเฟดรีน ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดดังกล่าวจึงเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 106 ทวิ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1ตามที่โจทก์ฟ้องนั้นได้ หาใช่เป็นการเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไม่ ขณะเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้น พบจำเลยที่ 2 นอนอยู่ที่เพิง ข้างบ้าน โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าไปนอนที่บ้านเกิดเหตุเพื่อดู หนังสือเตรียมตัวสอบ ส่วนจำเลยที่ 3 ไปพบจำเลยที่ 1เพราะจำเลยที่ 1 ชวนให้นอนค้างที่บ้านเกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รู้เห็นในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 หรือสมคบกับจำเลยที่ 1กระทำผิดรายนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ช่วยถอดเครื่องมือที่ใช้ผลิตอีเฟดรีน เพื่อนำออกไปซ่อมก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ผลิตอีเฟดรีน มาก่อน เพียงเท่านี้จึงยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำผิดรายนี้ด้วย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ,62,86,106 ทวิ ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง บทกำหนดโทษคือมาตรา 89การที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 86 แทนที่จะเป็นมาตรา 89 จึงเป็นกรณีโจทก์อ้างบทมาตราผิดศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง,89,106 ทวิ ให้ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 นั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 89 และมาตรา 106 ทวิ ต่างก็มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาทเท่ากัน ต้องพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 89

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตอีเฟดรีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยจำเลยทั้งสามได้นำอีเฟดรีนเข้มข้น (หัวเชื้อ) มาผสมกับสิ่งเจือปนอื่นแล้วนำมาบดอัดแปรสภาพเป็นเม็ดได้เม็ดยา 1,596 เม็ด ผงอีเฟดรีน ที่ผสมแล้ว 1 ถุง รวมน้ำหนักสุทธิ 885.6 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนัก 13.12 กรัมและจำเลยทั้งสามร่วมกันมีอีเฟดรีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ดังกล่าวตามจำนวนและน้ำหนักที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันผลิตดังกล่าวข้างต้น อันเป็นจำนวนเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมอีเฟดรีน ดังกล่าวกับยึดได้สารเคมี เครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ในการผลิตอีเฟดรีน

รวม 19 รายการและยึดได้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 1ย-3628 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 86, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 30, 31 ริบอีเฟดรีนสารเคมี เครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิตอีเฟดรีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ส่วนรถยนต์โตโยต้าของกลางโจทก์จะยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 30, 31 ต่อไปจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 20 ปี ริบอีเฟดรีน สารเคมี เครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิตอีเฟดรีน ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ให้ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด13 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคดีมีเหตุลดโทษหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 1โจทก์มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1คือร้อยตำรวจเอกอรุณ อัครธรรม และสิบตำรวจโทบุญเชิด ศรขาพยานทั้งสองยืนยันว่าได้รับแจ้งจากสายลับว่าบ้านเกิดเหตุมีการลักลอบผลิตอีเฟดรีน พยานทั้งสองกับพวกเข้าไปตรวจค้นบ้านดังกล่าว พบจำเลยที่ 1 กำลังจูงสุนัขเดินเล่นอยู่นอกรั้วบ้านส่วนจำเลยที่ 2 นอนอยู่ที่เพิงข้างบ้านและจำเลยที่ 3 นอนอยู่ในบ้านเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบอีเฟดรีน

จำนวน 1,596 เม็ดอยู่ในถุงใหญ่ ผงเคมีสีน้ำตาลหนักประมาณ 1 กิโลกรัม และอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตอีเฟดรีน ของกลางรวมทั้งสิ้น 25 รายการซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ที่ห้องครัว ห้องน้ำ และในถังพลาสติกที่หลังบ้านตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.1 พนักงานสอบสวนได้ส่งเม็ดยาสีน้ำตาลและผงสีน้ำตาลของกลางไปตรวจพิสูจน์แล้วพบอีเฟดรีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 13.12 กรัม ตามผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบของกลางจากบ้านดังกล่าวแต่อ้างว่าไม่ทราบเป็นของใคร เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่กระทำการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1มาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 ต้องรับโทษ

พยานโจทก์เบิกความได้ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงและสอดคล้องต้องกันนับตั้งแต่ได้รับแจ้งว่าบ้านเกิดเหตุลักลอบผลิตอีเฟดรีน และมีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่จึงได้วางแผนจับกุมและเข้าตรวจค้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านเกิดเหตุเอง เมื่อตรวจค้นก็พบอีเฟดรีน และเครื่องมือการผลิตอีเฟดรีน ของกลางและสิ่งผิดกฎหมายอื่นอีก ทั้งชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายดำไม่ทราบนามสกุลผลิตอีเฟดรีน แล้วนำไปขายที่ตลาดวังน้อยและเก็บอีเฟดรีน ซึ่งอัดเป็นเม็ด 16 ถุงและที่เป็นผงอีก 1 ถุงกับเครื่องมือที่ใช้ผลิตอีเฟดรีน ไว้ที่บ้านเกิดเหตุ บันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 มีรายละเอียดมากมายยากที่พนักงานสอบสวนจะจดบันทึกขึ้นเองได้หากจำเลยที่ 1 มิได้ให้การรับสารภาพไว้เช่นนั้นโดยมีพนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.5 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยที่ 1อ้างว่าถูกบังคับและจูงใจให้รับสารภาพนั้น คงมีแต่จำเลยที่ 1เบิกความลอย ๆ ไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ปรากฏว่าอีเฟดรีนมีจำนวนมากถึง 1,596 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงใหญ่ ผงเคมีสีน้ำตาลหนักประมาณ1 กิโลกรัม และอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตอีเฟดรีนของกลางรวม 25 รายการ ซึ่งอยู่ในถังพลาสติกหลังบ้าน ห้องน้ำและห้องครัวสามารถพบเห็นได้ง่าย จำเลยที่ 1 ย่อมต้องมีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับอีเฟดรีนและอุปกรณ์เครื่องมือในการผลิตอีเฟดรีนของกลาง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ผลิตอีเฟดรีนและมีอีเฟดรีนของกลางเกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้ในครอบครอง ข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าบ้านเกิดเหตุนายกุ่ย

แซ่ลิ้ม ได้สร้างไว้เพื่อดูแลสวนที่เช่าจากมารดาจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่าขณะตรวจค้นพบจำเลยที่ 1นอกรั้วบ้านเกิดเหตุ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านดังกล่าวเอง จำเลยที่ 1 ไม่เคยแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าบ้านดังกล่าวเป็นของนายกุ่ยที่เช่าจากมารดาจำเลยที่ 1อันเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งขัดกับคำให้การของนายชรินทร์ คล้ายแก้ว พี่ชายจำเลยที่ 1 ซึ่งให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่า บ้านเกิดเหตุปกติจะไม่มีใครอยู่ตามเอกสารหมาย จ.8 ข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าการครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้มีลักษณะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น โจทก์ต้องนำสืบว่าอีเฟดรีนของกลางมีน้ำหนักเท่าใดและจำเลยที่ 1 จะต้องรู้ว่ามีปริมาณเกินกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้น

เห็นว่า อีเฟดรีน ของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวต้องรับโทษเพียงใดอยู่ที่ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ว่าหนักเท่าใดเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 มีอีเฟดรีน ของกลางไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 13.12 กรัมซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 92 (พ.ศ. 2538) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้ว่าการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์อีเฟดรีน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์แล้วต้องไม่เกินปริมาณ 12.000 กรัม การที่จำเลยมีอีเฟดรีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดดังกล่าว จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

พ.ศ. 2518 มาตรา 106 ทวิ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฟ้องนั้นได้ หาใช่เป็นการเพิ่มโทษดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าร่วมผลิตอีเฟดรีน และไม่พบอีเฟดรีนของกลางที่ตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 พยานโจทก์เท่าที่นำสืบมาได้ความแต่เพียงว่าขณะเข้าตรวจค้นพบจำเลยที่ 2 นอนอยู่ที่เพิงข้างบ้าน โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าไปนอนที่บ้านเกิดเหตุเพื่อดูหนังสือเตรียมตัวสอบ ส่วนจำเลยที่ 3 ไปพบจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ชวนให้นอนค้างที่บ้านเกิดเหตุ ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รู้เห็นในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 หรือสมคบกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดรายนี้

แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ช่วยถอดเครื่องมือที่ใช้ผลิตอีเฟดรีน เพื่อนำออกไปซ่อมก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ผลิตอีเฟดรีน มาก่อนเพียงเท่านี้จึงยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำผิดรายนี้ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ให้การต่อสู้ตลอดมาว่าไม่ได้กระทำผิดพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปฎีกาโจทก์ข้อสุดท้ายที่ว่า คดีไม่ควรลดโทษให้จำเลยที่ 1นั้นเห็นว่า คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นกรณีที่มีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้จำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาโจทก์และจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นอนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ, 62, 86, 106 ทวิ ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง บทกำหนดโทษคือมาตรา 89 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 86 แทนที่จะเป็นมาตรา 89 จึงเป็นกรณีโจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคห้า ส่วนกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89,106 ทวิ ให้ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

พ.ศ. 2518 มาตรา 89 และมาตรา 106 ทวิ ต่างก็มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาทเท่ากัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 89 ในฐานเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · ไพโรจน์ คำอ่อน · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้