Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 65/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้ออ้างว่าฟ้องเคลือบคลุมตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคนละเหตุกับที่อ้างต่อสู้มาในคำให้การอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225 ตามระเบียบระบุให้ปลัดสุขาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับกรรมการอื่นในการเก็บและรักษาเงินหากมีการทุจริตเกี่ยวกับการรักษาเงินโดยการปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่อจากการปฏิบัติหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้คืนจำเลยที่3เป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์แต่ไม่ได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์ในทางปฏิบัติของโจทก์เองจำเลยที่3จึงไม่มีหน้าที่เข้าไปควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์โดยตรงดังนั้นการปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้กรณีไม่ต้องตามระเบียบที่จะให้จำเลยที่3ชดใช้เงินแก่โจทก์ ในการถอนเงินฝากมีระเบียบให้เป็นหน้าที่ของประธานสุขาภิบาลปลัดสุขาภิบาลและหัวหน้าหน่วยการคลังลงชื่อถอนร่วมกันการไปรับหรือส่งเงินที่ธนาคารหรือที่แห่งใดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่สุขาภิบาลไปรับหรือส่งเงินลำพังผู้เดียวต้องมีกรรมการไปรับหรือส่งเงินร่วมกันรับผิดชอบเป็นคณะกรณีจำนวนเงินเกิน30,000บาทจะต้องมีกรรมการควบคุมร่วมกันอย่างน้อย3คนระเบียบดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเงินที่อาจขาดจำนวนหรือสูญหายและเพื่อไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องทุจริตการที่จำเลยที่1เป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลโจทก์ปล่อยให้ร.สมุห์บัญชีของโจทก์ถอนเงินตามลำพังและเบียดบังเอาเงินไปจึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่1ต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่2และที่4เป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์โดยเฉพาะจำเลยที่4ยังเป็นหัวหน้าหน่วยการคลังของโจทก์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วยมีเงินผลประโยชน์ของโจทก์ประเภทต่างๆไม่นำส่งเป็นรายได้ของโจทก์เงินของโจทก์ที่เบิกมาใช้จ่ายในรายการต่างๆไม่มีหลักฐานการรับจ่ายและเงินที่ขาดหายไปเพราะลงบัญชีผิดพลาดจำเลยที่2และที่4เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์โดยหน้าที่นอกจากเป็นกรรมการเก็บรักษากุญแจตู้นิรภัยแล้วยังต้องร่วมกันตรวจสอบตัวเงินและหลักฐานแทนตัวเงินและรายงานคงเหลือประจำวันตามระเบียบแต่ไม่ปรากฏว่าในช่วงเวลาที่มีการทุจริตเบียดบังเงินของโจทก์ไปได้มีกาตรวจสอบรายงานคงเหลือประจำวันรวมทั้งบัญชีต่างๆจึงเป็นช่องทางให้ร.ทำการทุจริตขึ้นได้จำเลยที่2และที่4ในฐานะผู้บังคับบัญชาของร.และมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบเงินของโจทก์เป็นรายวันจะอ้างว่าร.ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไม่ได้จำเลยที่2และที่4ปล่อยปละละเลยและประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายต้องรับผิด คณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งรายงานผลการสอบสวนว่ามีบุคคลใดบ้างที่ต้องรับผิดทางแพ่งซึ่งรวมถึงจำเลยที่1ที่2และที่4ด้วยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบและผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้เรียกร้องแก่ผู้ต้องรับผิดทางแพ่งใช้เงินแก่โจทก์ต้องถือว่าโจทก์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้มีอำนาจสั่งการรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่คณะกรรมการสอบสวนได้รายงานผลการตรวจสอบสวนไม่ใช่นับแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรู้ว่าร.เป็นผู้ทำละเมิดเพราะจำเลยที่1ที่2และที่4เป็นผู้ต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งที่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ต่างรายไปจากร.โจทก์ฟ้องคดียังไม่พ้น1ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสุขาภิบาลซึ่งเป็นนิติบุคคล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นนายอำเภอพนมไพร และเป็นประธานกรรมการของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลและบริหารงานของโจทก์รวมทั้งควบคุมดูแลการเบิกจ่ายและเก็บรักษาเงินของโจทก์ให้เป็นไปตามระเบียบ จำเลยที่ 2 เป็นปลัดอำเภอพนมไพรและเป็นปลัดของโจทก์ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์มีหน้าที่ร่วมเก็บรักษาเงินของโจทก์ตามระเบียบ จำเลยที่ 3 เป็นปลัดอำเภอพนมไพรและเป็นปลัดของโจทก์มีหน้าที่ร่วมเก็บรักษาเงินของโจทก์ตามระเบียบจำเลยที่ 4 เป็นปลัดอำเภอพนมไพรเป็นหัวหน้าหน่วยการคลังของโจทก์ และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์ ในระหว่างที่เป็นหัวหน้าหน่วยการคลังมีหน้าที่เก็บรักษาเงินของโจทก์ตามระเบียบ ในระหว่างจำเลยทั้งสี่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่

ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมตรวจสอบและติดตามการเก็บรักษาเงินของโจทก์ เป็นเหตุให้นางรัตน์วลี ศรีเสน สมุห์บัญชีของโจทก์เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปหลายรายการเป็นเงินที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดทั้งหมด322,745.77 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจำนวน 126,627.80 บาทจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดจำนวน 50,879 บาท จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดจำนวน 47,179.98 บาท และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดจำนวน 98,058.99 บาทขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินแก่โจทก์ตามจำนวนที่แต่ละคนต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2532ไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเงินให้โจทก์เสร็จจำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเงินโดยถูกต้องตามระเบียบแล้ว

มิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดนางรัตน์วลี ศรีเสน ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์นอกเหนือความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสี่ เกินกว่าที่จำเลยทั้งสี่จะตรวจสอบควบคุม ฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เคลือบคลุมในรายการที่ 5 ระบุจำนวนเงินที่ขาดหายไปจากการลงบัญชีต่ำกว่าจริงไม่ชัดเจนทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเมื่อเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบการละเมิดและทราบตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 46,736.71 บาท 50,879 บาท และ 98,058.99 บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละรายการดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ

ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3โจทก์ จำเลย ที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน 126,627.80 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประเด็นข้อนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 1มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น ประเด็นข้อนี้จึงเป็นที่สุดสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3.5 ก.ว่า วันที่ 29 กันยายน 2529 โจทก์มีเงินสดที่ได้จากผลประโยชน์อยู่ 62,839.64 บาท แต่นางวลีรัตน์ยกยอดตัวเลขไปลงบัญชีลำดับถัดไปเพียง 16,143 บาท ขาดหายไป46,969.64 บาท ส่วนฟ้องข้อ 3.5 ข.ว่า วันที่ 2 ตุลาคม 2529โจทก์มีเงินสดอยู่ 82,872.64 บาท แต่นางรัตน์วลียกยอดตัวเลขไปลงบัญชีลำดับถัดไปเพียง 82,582.64 บาท ขาดหายไป 290 บาทจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่เข้าใจว่าเมื่อเงินตามฟ้องของโจทก์ข้อ 3.5 ก.ขาดหายไปแล้ว ยอดเงินตามฟ้องข้อ 3.5 ข. เพิ่มมาได้อย่างไรทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องในส่วนนี้จึงเคลือบคลุมแต่จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ว่า

โจทก์บรรยายฟ้องลอย ๆ โดยไม่มีพยานเอกสารบัญชีการเงิน ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมค่าใบอนุญาตต่าง ๆ ที่นางรัตน์วลียักยอกไปมาแสดงให้สมฟ้องเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม จึงเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 4อ้างเป็นข้อต่อสู้มาในคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4ดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3โดยตำแหน่งจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและที่ไม่ฎีกาโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์ จำเลยที่ 3เป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์ จำเลยที่ 4 เป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยการคลัง และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์ ส่วนนางรัตน์วลี ศรีเสน เป็นเสมียนตราอำเภอพนมไพรและเป็นสมุห์บัญชีสุขาภิบาลโจทก์ นางรัตน์วลีได้เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปหลายรายการรวมเป็นเงินทั้งสิ้น322,745.77 บาท ซึ่งโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ร่วมกันชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวลดหลั่นกันไปตามความรับผิดชอบของจำเลยแต่ละคนจำนวน 126,627.80 บาท 50,879.99 บาท และ98,058.99 บาท ตามลำดับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาในข้อกฎหมายว่า แม้จำเลยที่ 3จะไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการรับผิดชอบในการเก็บรักษาเงินของโจทก์ก็ตาม จำเลยที่ 3 ก็ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยที่ 3 เป็นปลัดสุขาภิบาล ตามข้อ 64 แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงินการรักษาเงินและการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ. 2518 เอกสารหมาย จ.1เห็นว่ากรณีของจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์และฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ให้เป็นกรรมการรักษาเงินของโจทก์

ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้แม้ตามข้อ 64 วรรคแรก แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวระบุว่า "บรรดาเงินรายได้หรือเงินอื่นใดของสุขาภิบาล ให้ประธานกรรมการสุขาภิบาลปลัดสุขาภิบาล หัวหน้าหน่วยการคลังและเจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันในการเก็บและรักษา ดังกล่าว หากปรากฏว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการรักษาเงินตามระเบียบนี้โดยการปล่อยปละละเลย หรือประมาทเลินเล่ออันวิญญูชนพึงกระทำในหน้าที่และฐานะเช่นนั้นให้บุคคลดังกล่าวนี้ร่วมรับผิดชอบชดใช้คืนแก่สุขาภิบาลจนครบภายในเวลาไม่เกิน 30 วัน" แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์ดังกล่าวในทางปฏิบัติของโจทก์เองจำเลยที่ 3 จึงไม่มีหน้าที่เข้าไปควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์ได้โดยตรง

ดังนั้น การปล่อยปละละเลย หรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ กรณีไม่ต้องตามข้อ 64 แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับดังกล่าวที่จะให้จำเลยที่ 3 ชดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้องได้เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 นั้น กรณีของจำเลยที่ 1คงมีปัญหาเฉพาะยอดเงิน 79,891.09 บาท เป็นเงินสะสมของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติให้ถอนจากเงินฝากของโจทก์ที่ธนาคารเพื่อฝากสมทบทุนสำนักงานเงินทุนส่งเสริมกิจการสุขาภิบาลนางรัตน์วลีเพียงผู้เดียวเป็นผู้ไปถอนเงินดังกล่าวแล้วเบียดบังเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ต่อเมื่อกรมการปกครองทวงถามมานางรัตน์วลีจึงตั้งฎีกาเบิกใหม่โดยการแก้ไขวันเดือนปีในฎีกาฉบับเก่าแล้วนำไปเบิกซ้ำอีก และส่งไปแทน ข้อนี้จำเลยที่ 1นำสืบต่อสู้ว่า

จำเลยที่ 1 ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายและมีหนังสือนำส่งแล้ว แต่นางรัตน์วลีเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไป โดยที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว เห็นว่า การถอนเงินและรับเงินดังกล่าว มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงินการเบิกจ่ายเงินการฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ. 2518 ข้อ 60 ได้วางแนวปฏิบัติไว้ความว่าการถอนเงินฝากให้เป็นหน้าที่ของประธานสุขาภิบาล ปลัดสุขาภิบาลและหัวหน้าหน่วยการคลังลงชื่อถอนร่วมกัน การไปรับหรือส่งเงินที่ธนาคาร หรือ ณ สถานที่รับเงินแห่งอื่นใด ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของสุขาภิบาลไปรับหรือส่งเงินแต่ลำพังผู้เดียว ต้องมีกรรมการไปรับหรือส่งเงินร่วมกันรับผิดชอบเป็นคณะกรณีจำนวนเงินที่ไปรับหรือส่งเกิน 30,000 บาทจะต้องมีกรรมการควบคุมร่วมกันอย่างน้อย3 คน

เห็นได้ว่า ระเบียบดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเงินที่อาจขาดหรือสูญหายไป อันเป็นแนวทางปฏิบัติในเบื้องต้นที่ไม่เปิดช่องให้ผู้เกี่ยวข้องคิดทุจริตได้ด้วย เมื่อระเบียบมีอยู่เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติตามระเบียบที่วางไว้ ปล่อยให้นางรัตน์วลีถอนเงินตามลำพังและเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไป จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างเป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์ โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 ยังเป็นหัวหน้าหน่วยการคลังของโจทก์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

เงินของโจทก์ที่ขาดหายไปโดยการเบียดบังของนางรัตน์วลีซึ่งโจทก์เรียกให้ชดใช้คืนนั้นอยู่ในช่วงที่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวและเป็นเงินผลประโยชน์ของโจทก์อันเกิดจากรายได้ประเภทต่าง ๆโดยไม่นำส่งเป็นรายได้ของโจทก์ เงินของโจทก์ที่เบิกมาใช้จ่ายในรายการต่าง ๆ โดยไม่มีหลักฐานการรับและจ่ายเงิน นอกจากนี้เป็นเงินของโจทก์ที่ขาดหายไปอันเนื่องจากการลงบัญชีผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์ โดยหน้าที่นอกจากเป็นกรรมการเก็บรักษากุญแจตู้นิรภัยแล้ว ยังต้องร่วมกันตรวจสอบตัวเงินและหลักฐานแทนตัวเงินและรายงานเงินคงเหลือประจำวันตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน

การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงินการเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินสุขาภิบาล พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2524 ข้อ 61 แต่ไม่ปรากฏว่าในช่วงที่มีการทุจริตโดยมีการเบียดบังเงินของโจทก์ไปในรายการต่าง ๆ ดังกล่าวมาข้างต้นนั้น ได้มีการตรวจสอบรายงานเงินคงเหลือประจำวัน รวมทั้งบัญชีประเภทต่าง ๆ ด้วย จึงเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของนางรัตน์วลีและมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบการเงินของโจทก์เป็นรายวันดังกล่าวจะอ้างว่านางรัตน์วลีไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบย่อมไม่มีเหตุผลฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 4ฎีกาว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามควรแล้ว โดยเมื่อปรากฏว่านางรัตน์วลีมีพฤติการณ์ส่อไปทางทุจริตแล้ว จึงได้ร่วมกันทำบันทึกถึงจำเลยที่ 1 ให้ตั้งกรรมการขึ้นตรวจสอบบัญชีการเงินจนในที่สุดมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่นางรัตน์วลีนั้นก็เป็นการสายเกินแก้เสียแล้ว

พฤติการณ์ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ปล่อยปละละเลยและประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้องปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อไปว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ คณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งได้รายงานผลการสอบสวนว่ามีบุคคลใดบ้างที่ต้องรับผิดทางแพ่งซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ด้วย ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 และผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดได้สั่งให้ดำเนินการเรียกร้องแก่ผู้ต้องรับผิดทางแพ่งให้ชดใช้เงินแก่โจทก์ต่อไป จึงต้องถือว่าโจทก์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดผู้มีอำนาจสั่งการรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันดังกล่าว

หาใช่นับแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดรู้ว่านางรัตน์วลีเป็นผู้ทำละเมิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2530 ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4ฎีกาไม่ เพราะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ต้องร่วมรับผิดทางแพ่งที่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ต่างรายไปจากนางรัตน์วลี ดังนั้นโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2532 จึงยังไม่พ้น 1 ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ตันติเตมิท · บุญธรรม อยู่พุก · ปรีชา บูรณะไทย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้