คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เบิกความเท็จและได้ใช้และเสี้ยมสอนจำเลยที่ ๒ กับผู้อื่นให้เบิกความเท็จในคดีดำที่ ๗๖/๒๔๘๒ ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ของให้ลงโทษฐานกระทำพะยานเท็จและเบิกความเท็จ ศาลจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่ามิได้มีการเสี้ยมสอนพะยานกัน และเรื่องเบิกความเท็จนั้นก็ไม่เป็นข้อสำคัญในคดี จึงพิพากษาโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ โจทก์จะฎีกาได้ฉะเพาะปัญหาข้อกฎหมายส่วนข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๙ ฎีกาของโจทก์ที่ว่าเป็นสำคัญในคดีหรือไม่เป็นปัญาข้อเท็จจริงโจทก์ฏีกาไม่ได้ ส่วนที่ว่าศาลหยิบยกเอาข้อโต้เถียงในคดีก่อนผิดจากสำนวนนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ที่ว่าผิดจากสำนวนอย่างไรนั้นโจทก์มิได้อธิบายไว้ในฎีกาเลยเป็นแต่อ้างว่าดั่งที่โจทก์ได้อธิบายไว้พิศดารในฟ้อง อุทธรณ์ข้อ ๔ ฉะนั้นเมื่อโจทก์มิได้อธิบายไว้ในฎีกาแล้ว ฎีกาโจทก์นันก็เท่ากับว่ามิได้ระบุข้อเท็จจริงหรือข้อ กฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง จะให้ถือเอาฟ้องอุทธรณ์มาเป็นฟ้อง ฎีกาไม่ได้เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๓ และ ๒๒๕ บัญญัติว่าฎีกาทุกฉะบับต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอีงเป็นลำดับฎีกาของโจทก์มิได้เป็นไปตาม กฎหมายดังกล่าวแล้วจึงไม่เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายกฎีกาโจทก์เสีย