Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6476/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 3,355,338.18 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้โดยบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ถ้ายังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะครบถ้วนได้ ไม่จำเป็นต้องระบุในคำพิพากษาว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไปพอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้เบิกเงินบัญชีและสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดขณะทำสัญญาร้อยละ 16 ต่อปี โดยจำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 หากผิดสัญญาต้องบังคับเอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมใช้เงินในส่วนที่ขาดจนครบ ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าค้างชำระหนี้โจทก์ตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงินต้น 773,429.74 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระอีกจำนวน 114,027.88 บาท และหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชี เป็นเงิน 2,581,908.45 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์ทวงถามบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ยอดหนี้ค้างชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,658,607.33 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 4,658,607.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบ

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงขอถอนคำให้การทั้งหมดและยอมรับตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถอนคำให้การได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14978 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 นำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุเพียงว่า หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จนครบ อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 3,719,572.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 3,355,338.19 บาท นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้โดยบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนกว่าจะครบถ้วนได้ กรณีจึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 แล้วได้เงินไปพอชำระหนี้ ให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนด้วยดังที่โจทก์ฎีกา คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดเจนแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้