คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 309, 310, 83
จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างสืบพยานจำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 (ที่ถูกมาตรา 310 วรรคหนึ่ง) ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 5 โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทั้งห้ากับพวกร่วมกันข่มขืนใจและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ โดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้จำยอมเป็นลูกเรือประมง หากไม่ยินยอมจะทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิต จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่จำเลยทั้งห้าขู่เข็ญ แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้ง 27 คน มีความประสงค์จะได้งานทำเป็นลูกเรือประมงจึงสมัครใจมาอยู่กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวก นอกจากนี้ลักษณะห้องแถวที่เกิดเหตุ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า เป็นห้องแถวชั้นเดียวประมาณ 5 ถึง 6 ห้อง ลักษณะเป็นที่อยู่อาศัยโดยทั่วไป
มิใช่ที่จองจำหรือกักขังคนแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกพาผู้เสียหายทั้ง 27 คน มาให้อยู่รวมกันโดยจัดหาอาหารให้รับประทาน แม้การออกไปภายนอกจะต้องขออนุญาตก่อนก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการห้ามเด็ดขาดแต่อย่างใด พฤติการณ์น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องการให้อยู่พร้อมกันเพื่อที่จะลงเรือประมงตามที่ตกลงกันไว้ ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในความผิดฐานนี้มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ตาม ป.อ. มาตรา 310 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกบังอาจร่วมกันข่มขืนใจและกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายโดยใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญให้จำยอมไปเป็นลูกเรือประมงตามที่จำเลยทั้งห้ากับพวกจะจัดสรรและมอบหมายให้ โดยจำเลยทั้งห้าขู่เข็ญว่า
หากผู้เสียหายไม่ยินยอมจะถูกทำร้ายร่างกายจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ จนผู้เสียหายทั้ง 27 คน ต้องจำยอมกระทำการตามที่ขู่เข็ญ ตามฟ้องโจทก์หาได้บรรยายข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งห้ากระทำการเช่นใดอันเป็นการกักขังหรือหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหายทั้ง 27 คน ให้ปราศจากเสรีภาพ พอที่จะเข้าใจข้อหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 310 ได้ คำฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาก็ตาม ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้อีกต่อไป กับเนื่องจากปัญหาที่วินิจฉัยมาเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.