Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6412/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยให้การตอนแรกว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาใดๆ ตามฟ้อง ลายมือชื่อในสัญญาเป็นลายมือชื่อปลอม แต่ตอนหลังจำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาตัวแทนและสัญญาอื่นๆ โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากไม่รีบบังคับขายหุ้นเมื่ออัตราส่วนของหลักประกันต่ำลง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ คำให้การของจำเลยขัดแย้งกันถือว่าเป็นคำให้การที่มิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ว่าไม่ได้ทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบตามคำให้การและไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานวิทยาการตำรวจจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ไม่สามารถนำผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 42,340,387.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 36,369,463.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ในคดีนี้และต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 จำเลยเข้าเป็นลูกค้าของโจทก์โดยแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนนายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์และเปิดบัญชีเดินสะพัดเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ไว้กับโจทก์ โดยมีความประสงค์ให้โจทก์ออกเงินทดรองเพื่อซื้อหลักทรัพย์ จำเลยให้การตอนแรกว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาใดๆ ตามฟ้อง ลายมือชื่อในสัญญาหรือเอกสารใดๆ เป็นลายมือชื่อปลอมไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลย แต่ตอนหลังจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาตัวแทนและสัญญาอื่นๆ โจทก์คิดดอกเบี้ยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์กระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

เนื่องจากไม่รีบบังคับขายหุ้นเมื่ออัตราส่วนของหลักประกันต่ำลง ซึ่งหากโจทก์รีบบังคับขายหุ้นของจำเลย ซึ่ง ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2540 จำเลยมีหุ้นรวม 1,066,900 หุ้น จะขายได้ในราคาหุ้นละ 42.25 บาท เป็นเงิน 45,076,525 บาท สามารถนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ แต่โจทก์กลับเพิกเฉยเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนี้ คำให้การของจำเลยจึงขัดแย้งกัน ถือว่าจำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ว่าไม่ได้ทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ในคดีนี้ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบตามคำให้การ

ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยและลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.23 จ.26 และ จ.37 ถึง จ.40 ไปยังกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานวิทยาการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจพิสูจน์ว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.23 จ.26 และจ.37 ถึง จ.40 เป็นลายมือชื่อของจำเลยหรือไม่ตามคำแถลงของทนายจำเลย จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลล่างทั้งสองไม่สามารถนำผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ โจทก์มีนางสาวเยาวลักษณ์ และนางสาวธิตินัดดามาเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.6 สัญญานายหน้าตัวแทนและบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย

จ.7 หนังสือแต่งตั้งตัวแทนและนายหน้าให้ซื้อขายหลักทรัพย์เอกสารหมาย จ.8 คำขอเป็นลูกค้าและเปิดบัญชีเดินสะพัดเอกสารหมาย จ.37 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยเอกสารหมาย จ.38 สำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยเอกสารหมาย จ.39 และบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.40 ได้ความว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2537 จำเลยได้ทำสัญญาตั้งโจทก์เป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องและข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.40 ว่า จำเลยสั่งให้โจทก์ซื้อหลักทรัพย์หลายรายการระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2537 รายละเอียดตามใบยืนยันการซื้อขายหลักทรัพย์เอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.23 รวมเป็นเงินค่าซื้อหลักทรัพย์ประมาณ 80,000,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้ออกทดรองไปแล้ว

ต่อมาจำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนและโจทก์ได้บังคับขายหุ้นของจำเลยนำเงินมาชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยยังคงค้างชำระหนี้ต้นเงิน 36,369,463.74 บาท และดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,970,923.30 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42,340,387.04 บาท โดยโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2535 และประกาศของโจทก์เรื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมเงินหรือส่วนลดสูงสุดที่บริษัทฯ จะเรียกเก็บได้ ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2535 เอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 42,340,387.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีจากต้นเงิน 36,369,463.74 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2541) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · พีรพล พิชยวัฒน์ · พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้