คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้ง 4 สำนวน
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายเฉพาะคดีที่ 1, 3 และ 4คดีที่ 1, 3 และ 4 โจทก์ฟ้องมีใจความรวมกันว่า จำเลยสมคบกันเป็นผู้จ้างวานและยุยงส่งเสริมให้นางสาวฉลวย จำเลยคดีที่ 1 นางดวงจันทร์หรือมณี และนางสาวสุนีย์ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนและเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่านายมูกันซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ 1, 4 และนายโองการซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ 3 ได้ใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจารแก่นางสาวฉลวย จำเลยคดีที่ 1 นางดวงจันทร์หรือมณี และนางสาวสุนีย์ กับได้ร่วมกันทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จโดยจำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่จำเลยสมคบกันเพื่อจะแกล้งให้นายมูกันซิงห์ผู้เสียหาย
คดีที่ 1, 4 และนายโองการซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ 3 ถูกจับกุมดำเนินคดีและต้องรับโทษทางอาญาในข้อหาที่มีระวางโทษจำคุกอย่างสูงถึง 3 ปี เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจเชื่อว่าได้มีความผิดเกิดขึ้น และอาจเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองและเจ้าพนักงานตำรวจที่รับแจ้งเสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174 วรรคสอง, 179, 181, 83, 84จำเลยให้การปฏิเสธนายมูกันซิงห์ผู้เสียหายคดีที่ 1, 4 ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นฟังว่า ข้อความที่ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเป็นความเท็จ ความจริงไม่ได้มีการกระทำความผิดดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อแกล้งให้ผู้เสียหายต้องรับโทษทางอาญา พิพากษาว่า นางสาวฉลวยจำเลยที่ 1 นายเยสปานซิงห์กับนายปรีตำซิงห์จำเลยคดีที่ 1, 3, 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 วรรคแรก
ลงโทษจำคุกนางสาวฉลวยจำเลย 1 ปี นายเยสปานซิงห์นายปรีตำซิงห์จำเลยคดีละ 1 ปี รวม 3 ปี นายปรีตำซิงห์เบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ปรานีลดโทษให้คดีละกึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำเลยติดต่อกัน ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้องนางสาวฉลวย นายเยสปานซิงห์และนายปรีตำซิงห์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนางสาวฉลวยและนายเยสปานซิงห์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีชั้นศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นายเยสปานซิงห์จำเลยกับพวกได้สมคบร่วมกันจ้างและใช้นางดวงจันทร์หรือมณีและนางสาวสุนีย์ไปแจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้เสียหายใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจาร เพื่อแกล้งให้ผู้เสียหายรับโทษอาญาจริง และฟังว่านางสาวฉลวยได้แจ้งความเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่า นายมูกันซิงห์ผู้เสียหายใช้กำลังประทุษร้ายกระทำอนาจารแต่เฉพาะคดีที่ 1 ไม่ได้ความว่า นายเยสปานซิงห์จำเลยได้จ้างใช้และยุยงส่งเสริมนางสาวฉลวยแจ้งความเท็จวินิจฉัยว่า การกระทำของนางสาวฉลวยจำเลยคดีที่ 1 นายเยสปานซิงห์จำเลยคดีที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองนี้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 174 วรรคแรก และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในข้อนี้นั้น
ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยแม้ฝ่ายโจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาชอบที่จะปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องโดยไม่เพิ่มกำหนดโทษจำเลยให้สูงขึ้นอีกได้แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงให้ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่หนัก เนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี แม้โจทก์และนายปรีตาซิงห์จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไป ถึงนายปรีตำซิงห์จำเลยได้พิพากษาแก้ว่า นางสาวฉลวยจำเลยคดีที่ 1 นายเยสปานซิงห์จำเลยคดีที่ 3, 4 และนายปรีตำซิงห์จำเลยคดีที่ 1, 3, 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173, 174 วรรคสอง ให้ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่หนัก ให้ยกฟ้องโจทก์คดีที่ 1 ที่ให้ลงโทษนายเยสปานซิงห์จำเลยนอกจากที่แก้พิพากษายืน