Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6380/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัท พ. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกามีสัญญากับโจทก์ว่าเป็นผู้จัดหาคณะบุคคลให้แก่โจทก์ในการดำเนินงานของบริษัทโจทก์ภายใต้นโยบายของคณะกรรมการบริหารของบริษัทโจทก์บุคคลที่บริษัท พ. จัดหามาเพื่อทำงานให้แก่โจทก์นั้นจึงเป็นลูกจ้างของโจทก์ ไม่ถือว่าบริษัท พ. มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทย ทั้งถือไม่ได้ว่าบริษัท พ.ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่โจทก์จ่ายค่าจ้างเป็นค่าจัดการและดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท พ. เมื่อโจทก์ไม่ได้หักไว้เพราะมีข้อสัญญาให้โจทก์ชำระแทน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินภาษีจำนวนที่ต้องรับผิดชำระแทนนั้นต่อเจ้าหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากสถาบันการเงิน 5 แห่ง ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับธนาคารแห่งอเมริกาตามข้อสัญญาระบุให้ธนาคารแ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 103

คำฟ้องและคำให้การ

บริษัท พ. จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกามีสัญญากับโจทก์ว่าเป็นผู้จัดหาคณะบุคคลให้แก่โจทก์ในการดำเนินงานของบริษัทโจทก์ภายใต้นโยบายของคณะกรรมการบริหารของบริษัทโจทก์บุคคลที่บริษัท พ. จัดหามาเพื่อทำงานให้แก่โจทก์นั้นจึงเป็นลูกจ้างของโจทก์ ไม่ถือว่าบริษัท พ. มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทย ทั้งถือไม่ได้ว่าบริษัท พ.ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่โจทก์จ่ายค่าจ้างเป็นค่าจัดการและดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท พ. เมื่อโจทก์ไม่ได้หักไว้เพราะมีข้อสัญญาให้โจทก์ชำระแทน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินภาษีจำนวนที่ต้องรับผิดชำระแทนนั้นต่อเจ้าหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากสถาบันการเงิน 5 แห่ง ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับธนาคารแห่งอเมริกาตามข้อสัญญาระบุให้ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นตัวแทนจัดการเงินกู้และรับดอกเบี้ยเงินกู้

ทั้งนี้สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่ง เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาโดยตรง ธนาคารแห่งอเมริกามีสาขาในประเทศไทยแต่ไม่ปรากฏว่า สาขาในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่ง การชำระดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินเหล่านั้นโจทก์ส่งไปให้แก่ธนาคารแห่งอเมริกา นครนิวยอร์คโดยตรงธนาคารแห่งอเมริกา นครนิวยอร์คจึงเป็นตัวแทนของสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งเพื่อการนี้ และแม้ธนาคารแห่งอเมริกาจะมีสาขาในประเทศไทย ก็ถือไม่ได้ว่าสาขาในประเทศไทยนั้นเป็นตัวแทนของสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งดังกล่าวด้วย เมื่อสถาบันการเงินทั้ง5 แห่งนั้นไม่มีสาขาหรือลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลณ ที่จ่าย

สำหรับเงินค่าดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งดังกล่าว แต่เมื่อตามข้อสัญญาในหนังสือสัญญากู้ระบุให้โจทก์ในฐานะผู้กู้ต้องเป็นฝ่ายชำระค่าภาษีทั้งปวงแทน โจทก์ไม่อาจหักเงินภาษีออกจากเงินค่าดอกเบี้ยได้ โจทก์จึงชอบที่จะออกเงินค่าภาษีจำนวนที่ต้องรับผิดชำระแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 70โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แจ้งให้โจทก์นำภาษีเงินได้นิติบุคคล หัก ณ ที่จ่ายไปชำระรวมทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รวม 3 ฉบับศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เพียง 1 ฉบับ โจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริง ฟังได้โดยคู่ความไม่โต้เถียงกันว่า โจทก์ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษเหนียวเพื่อใช้ทำกล่องกระดาษ โจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้จัดการบริหารและงานวิชาการในทุกด้านของบริษัทโจทก์ รวมทั้งการผลิต การบริหารงานในสำนักงาน การทำบัญชีการจัดหาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ การบริหารงานบุคคล การขาย การบริการทางวิศวกรรมเกี่ยวกับการผลิต การบำรุงรักษา การซ่อม และการทดแทนอุปกรณ์โรงงานรวมทั้งสาธารณูปโภคต่าง

ๆ การจัดหาข้อมูลทางวิชาการและการวางแผนและควบคุมดูแลโครงการ ขยายงานต่าง ๆ เพื่อการผลิตเยื่อกระดาษจากไม่ไผ่และหรือวัตถุดิบจำพวกใยอื่น ๆ การจัดการต่าง ๆ ดังกล่าวนั้น บริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมนเนจเม้นท์จำกัด ได้จ้างบุคคลทั้งในและนอกประเทศเข้าดำเนินกิจการ รายละเอียดแห่งสัญญาปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ส่งค่าจ้างออกจากประเทศไทยไปให้บริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด แล้วโดยไม่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายนำส่งจำเลยตามประมวลรัษฎากรมาตรา 70 และในการดำเนินงาน โจทก์กู้เงินจากธนาคารแห่งอเมริกาและสถาบันการเงินอีก 5 แห่ง คือ เออร์วิงทรัสต์ คัมปะนี,เจนเนอร์รอล อีเลคทริก เพนชั่นทรัสต์, คอนเนคติคัต

เจนเนอร์รอลไลท์อินชัวรันคอมปะนี, เดอะ เนชั่นแนล ชอมุท แบงค์ ออฟบอสตันและเฟิรสต์เนชั่นแนล แบงค์ ออฟ เซนต์พอลล์ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศสหรัฐอเมริกา ปรากฏตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.4โจทก์ได้ส่งเงินกู้และดอกเบี้ยออกจากประเทศไทยไปให้สถาบันการเงินดังกล่าวโดยไม่หักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากรมาตรา 70 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงทำการประเมินแจ้งให้โจทก์นำภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องหักไว้ ณ ที่จ่ายไปชำระ สำหรับที่พิพาทกันในคดีนี้มี 3 ฉบับ คือหนังสือแจ้งการประเมินที่ ต.7/1038/2/00434-00436 เอกสารหมาย จ.5 ถึง จ.7คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ 123 ก,ข,ง/2528เอกสารหมาย

จ.10 ถึง จ.11 และ จ.13 มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า โจทก์ต้องรับผิดเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนเนื่องจากมิได้หักภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ ณ ที่จ่าย สำหรับเงินค่าจ้างรวมทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้บริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์แมเนจเม้นท์ จำกัด และเงินค่าดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งที่โจทก์กู้เงินมาตามที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ในปัญหาดังกล่าวโจทก์นำสืบว่า เจ้าหน้าที่บริหารทั่วไปและเจ้าหน้าที่สนามซึ่งมาทำงานให้โจทก์นั้น มีสัญญาจ้างระหว่างบริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด กับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย

จ.15 ทั้งนี้ บุคคลเหล่านั้นจะต้องได้รับอนุญาตให้ทำงานจากกรมแรงงานดังตัวอย่างใบอนุญาตปรากฏตามเอกสารหมาย จ.18 โจทก์จ่ายเงินค่าจัดการให้แก่บริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยซื้อดราฟท์ผ่านธนาคารเชสแมนฮัตตัน ธนาคารแห่งอเมริกามีสาขาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนของสถาบันการเงินอื่นทั้ง 5 แห่งที่โจทก์กู้ยืมเงินมา โจทก์ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินดังกล่าวโดยติดต่อกับธนาคารแห่งอเมริกา นครนิวยอร์ค โดยตรงจำเลยนำสืบว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งบริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์แมเนจเม้นท์ จำกัด จัดหามาทำงานให้โจทก์นั้นเป็นลูกจ้างโจทก์รับเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่นจากโจทก์ โดยบริษัทดังกล่าวได้รับค่าจ้างเป็นค่าจัดการอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ในการกู้เงินจากสถาบันการเงินโจทก์ทำสัญญาโดยตรงกับสถาบันการเงินผู้ให้กู้ โดยธนาคารแห่งอเมริกา

นครนิวยอร์ค เป็นตัวแทนของผู้ให้กู้ บริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด มิได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย ไม่มีลูกจ้างและผู้กระทำการการแทนในประเทศไทยทั้งไม่มีผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย ดังนั้นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับจำนวนเงินค่าจ้างรวมทั้งดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้บริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด และเงินค่าดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้สถาบันการเงินต่างประเทศยกเว้นธนาคารแห่งอเมริกาซึ่งมีสาขาอยู่ในกรุงเทพมหานครพิเคราะห์แล้ว สำหรับปัญหาตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับหนังสือแจ้งการประเมินที่ ต.7/1038/2/00434 และ 00436 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ 123 ก และ

ข/2528 นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของเงินที่โจทก์จ่ายค่าจ้างเป็นค่าจัดการและค่าดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างจำนวนหนึ่งให้แก่บริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินจำนวนดังกล่าวเนื่องจากบริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัดมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทย เรื่องนี้นายวิศาล วัชราภรณ์ พยานจำเลยเบิกความประกอบเอกสารสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทดังกล่าวปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความสำคัญว่าบริษัทพาร์สัน แอนด์วิธโมร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งตามสัญญาเรียกว่าบริษัทจัดการ มีหน้าที่จัดหาคณะบุคคลให้แก่โจทก์ ในการดำเนินงานของบริษัทโจทก์ภายใต้นโยบายของคณะกรรมการบริหารของบริษัทโจทก์

เจ้าหน้าที่ชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำงานให้โจทก์ก็จะต้องทำงานภายใต้นโยบายที่โจทก์กำหนดขึ้น โจทก์เป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่บริษัทจัดการอีก 100 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนที่จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 เกี่ยวกับข้อจำกัดความรับผิดในข้อ (ฎ) หน้า 23 ของคำแปลเอกสารดังกล่าวกำหนดให้โจทก์รับผิดชอบในความเสียหายอันเกิดจากการละเมิดของผู้ปฏิบัติงานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับภาษี มีข้อสัญญากำหนดให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบชำระภาษีทั้งหมดด้วย ปรากฏตามข้อ (ข)ในหน้า 29 ของคำแปลเอกสารหมาย จ.2 แม้จะมีสัญญาระหว่างบริษัทจัดการกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเช่นตามเอกสารหมาย

จ.15ก็อาจจะถือได้ว่าเป็นสัญญาอีกฉบับหนึ่งต่างหาก ระหว่างบริษัทจัดการกับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่นั้นก็ต้องปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมและความรับผิดชอบของโจทก์ ไม่ทำให้บุคคลนั้นพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของโจทก์ไปได้ ในใบอนุญาตให้ทำงานของกรมแรงงาน ดังตัวอย่างตามเอกสารหมาย จ.18 ก็ระบุไว้ชัดว่าโจทก์เป็นนายจ้าง จึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่าบุคคลที่บริษัทจัดการจัดหามาเพื่อทำงานให้แก่โจทก์นั้นเป็นลูกจ้างของโจทก์ บริษัทจัดการหามีฐานะเป็นนายจ้างของบุคคลเหล่านั้นไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า บริษัทจัดการมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทยทั้งถือไม่ได้ว่าบริษัทดังกล่าวประกอบกิจการในประเทศไทย

ดังนั้นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายสำหรับเงินที่โจทก์จ่ายค่าจ้างเป็นค่าจัดการและดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างจำนวนหนึ่งให้แก่บริษัทจัดการนั้น เหตุที่โจทก์มิได้หักภาษีณ ที่จ่ายดังกล่าวนั้นอาจเป็นเพราะว่าตามข้อสัญญาโจทก์มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระภาษีทั้งปวงแทนจึงไม่สามารถหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ได้ ดังนั้นโจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินภาษีจำนวนที่ต้องรับผิดชำระแทนนั้นต่อเจ้าหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70เมื่อโจทก์หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินและ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยมานั้นจึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นสำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับหนังสือแจ้งการประเมินที่

ต.7/1038/2/00435 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ 123 ง./2528 นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลของเงินที่โจทก์จ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินในต่างประเทศรวม 5 แห่ง จำเลยฎีกาว่า สถาบันการเงินเหล่านั้น ไม่มีสาขาหรือลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทยโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ไว้ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน 5 แห่งดังกล่าวมาข้างต้นร่วมกับธนาคารแห่งอเมริกา ตามข้อสัญญาระบุให้ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นตัวแทนจัดการเงินกู้ และรับดอกเบี้ยเงินกู้

ทั้งนี้สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่ง เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาโดยตรงธนาคารแห่งอเมริกามีสาขาในประเทศไทย แต่ไม่ปรากฏว่าสาขาในประเทศไทยได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งนั้นแต่อย่างใด การชำระดอกเบี้ยให้แก่สถาบันการเงินเหล่านั้นโจทก์ส่งไปให้แก่ธนาคารแห่งอเมริกา นครนิวยอร์ค โดยตรงจึงฟังได้เพียงว่าธนาคารแห่งอเมริกา นครนิวยอร์ค เป็นตัวแทนของสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งเพื่อการนี้ และแม้ธนาคารแห่งอเมริกาจะมีสาขาในประเทศไทยก็ถือไม่ได้ว่าสาขาในประเทศไทยนั้นเป็นตัวแทนของสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งดังกล่าวด้วย แม้เมื่อโจทก์ชำระดอกเบี้ยเงินกู้โดยส่งออกไปให้ผู้ให้กู้ในต่างประเทศโดยตรงซึ่งโดยปกติต้องส่งผ่านธนาคารในประเทศไทย

โจทก์ก็มิได้ส่งผ่านธนาคารแห่งอเมริกา สาขาประเทศไทย แต่เป็นการส่งผ่านธนาคารเชสแมนฮัตตันในประเทศไทย ปรากฏตามคำเบิกความของนายประยูร วิเวชผักแว่นพยานโจทก์ จึงเป็นที่เห็นได้ชัดว่าสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งนั้น ไม่มีสาขาหรือลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย สำหรับเงินค่าดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งดังกล่าว อีกทั้งตามข้อสัญญาในหนังสือสัญญาปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 9.10 โจทก์ในฐานะผู้กู้ต้องเป็นฝ่ายชำระค่าภาษีทั้งปวงแทน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจหักเงินภาษีออกจากเงินค่าดอกเบี้ยได้โจทก์จึงชอบที่จะออกเงินค่าภาษีจำนวนที่ต้องรับผิดชำระแทนให้แก่เจ้าหน้าที่ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 70 เมื่อโจทก์หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติ การที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยมานั้นจึงเป็นการชอบแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินที่ ต.7/1038/2/00435 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 123 ง./2528 เสียด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5951/2558

การใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินที่บุคคลหลายคนถือกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ ย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีได้เพียงลำพังตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 หาใช่เป็นเรื่องที่ต้องทำร่วมกันไม่ โจทก์ทั้งสองจึงม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21819/2556

หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น อันเป็นเอกสารมหาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 5 ที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันจะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2556

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 103 ให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" หมายความว่า "การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 22089/2555

ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลล่างทั้งสองและเพิ่งยกขึ้นโต้แย้งคัดค้านในชั้นฎีกา แต่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7016/2550

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้