Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 636/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในวันนัดพิจารณา ศาลได้สอบถามจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองก็ได้แถลงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต่อศาล การแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นคำให้การด้วยวาจา แม้ศาลจะมีคำสั่งว่าหากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การให้ยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ก็ตาม ก็เพียงแต่ให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสยื่นคำให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมจากที่ได้ให้การด้วยวาจาเท่านั้น และแม้ศาลจะระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การก็หมายความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือตามคำสั่งของศาลเท่านั้น เมื่อศาลดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยที่ 2 นำพยานเข้าสืบตามประเด็นในคำให้การแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การอีก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้หมายเรียก ธ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้โอนค่าใช้จ่ายของโจทก์ในการเดินทางไปทำงานที่ไต้หวันให้แก่ ธ. ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการเข้ามาในคดีนี้แล้ว ธ. ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม ธ. จึงไม่อาจถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามความใน ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งโจทก์ไปทำงานต่างประเทศแต่ไม่ครบกำหนด เพราะนายจ้างล้มละลายไม่มีงานให้โจทก์ทำ ดังนี้ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน เพราะโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมิใช่สาเหตุจากโจทก์ และแม้เหตุดังกล่าวจะมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์ไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่โจทก์ได้ทำงานตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 46

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมัครไปทำงานกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่ามีงานให้ทำที่ไต้หวัน ค่าจ้างเดือนละ 15,840 ดอลลาร์ไต้หวัน โดยโจทก์เสียค่าใช้จ่ายและค่าบริการให้จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 185,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ไปทำสัญญากับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งโจทก์ไปทำงานที่ไต้หวัน โจทก์ทำงานได้ 4 เดือน นายจ้างล้มละลายไม่สามารถจ้างโจทก์ต่อได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงิน 185,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จัดส่งโจทก์ไปทำงานต่างประเทศโดยได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน 30,000 บาท จากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ติดต่อให้จำเลยที่ 1 จัดส่งโจทก์ไปแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากโจทก์

จำเลยที่ 1 ยินยอมรับผิดเป็นเงิน 30,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การด้วยวาจาว่า จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ แล้วโจทก์เดินทางกลับประเทศไทยและมาติดต่อขอรับเงินคืน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 185,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การจึงขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การนั้น เห็นว่า ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ ศาลแรงงานกลางได้สอบถามจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองก็ได้แถลงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต่อศาลดังที่ศาลแรงงานกลางบันทึกคำแถลงไว้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2545 การแถลงข้อเท็จจริงดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นคำให้การด้วยวาจา แม้ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งว่า หากจำเลยประสงค์จะยื่นคำให้การให้ยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ก็ตาม ก็เพียงแต่ให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสยื่นคำให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมจากที่จำเลยที่ 2 ได้ให้การด้วยวาจาเท่านั้น และแม้ศาลแรงงานกลางจะระบุในคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การก็หมายความว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การเป็นหนังสือตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางเท่านั้น

ทั้งศาลแรงงานกลางก็ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยให้จำเลยที่ 2 นำพยานเข้าสืบตามประเด็นในคำให้การแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การอีก อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้หมายเรียกนายธนาพร วงศ์คำแก้ว เข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ที่ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเรียกนายธนาพรเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้ จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนเงินค่าใช้จ่ายของโจทก์ในการเดินทางไปทำงานที่ไต้หวันให้แก่นายธนาพรซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นตัวการของนายธนาพร เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการเข้ามาในคดีนี้แล้ว

นายธนาพรในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม นายธนาพรจึงไม่อาจถูกจำเลยที่ 2 ฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า เหตุที่โจทก์ไม่ได้ทำงานต่อไปเพราะนายจ้างที่ไต้หวันล้มละลาย มิใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน

พ.ศ.2528 มาตรา 46 ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศไม่สามารถจัดให้คนหางานเดินทางได้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 38 หรือในกรณีที่คนหางานไม่ได้งานตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางานหรือได้ค่าจ้างต่ำกว่าหรือได้ตำแหน่งงาน หรือสิทธิประโยชน์อื่นไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางาน และคนหางานไม่ประสงค์ที่จะทำงานนั้น ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เรียกเก็บจากคนหางานไปแล้วทั้งหมดให้แก่คนหางานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาตามมาตรา 38 หรือนับแต่วันที่คนหางานเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วแต่กรณี ในกรณีคนหางานไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางานเพราะถูกเลิกจ้างโดยมิใช่สาเหตุจากคนหางาน

ผู้รับอนุญาตต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากคนหางานไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่คนหางานได้ทำงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คนหางานขอรับคืนฯลฯ" ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2543 โจทก์สมัครไปทำงานที่ไต้หวันกับจำเลยที่ 2 ที่บริษัทสยาม ที พี จำกัด โดยโจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 185,000 บาท ให้แก่พนักงานของบริษัทสยาม ที พี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีงานให้ทำจึงส่งโจทก์ไปให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดส่งไป ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งโจทก์ไปทำงานต่างประเทศ โจทก์เดินทางไปทำงานที่ไต้หวันแต่ได้ทำงานเพียง 4 เดือน ไม่ครบกำหนด นายจ้างล้มละลายไม่มีงานให้โจทก์ทำ

โจทก์จึงเดินทางกลับประเทศไทย ดังนี้ เป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ไม่สามารถทำงานได้จนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจัดหางานเพราะโจทก์ถูกเลิกจ้างโดยมิใช่สาเหตุจากโจทก์ แม้เหตุดังกล่าวจะมิใช่เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็ต้องร่วมรับผิดตามบทบัญญัติข้างตน ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าค่าใช้จ่ายในการส่งโจทก์ไปทำงานรวมทั้งค่าเครื่องบินก็เป็นเงินประมาณ 100,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 คืนเงินแก่โจทก์นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลาง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ได้ทำงานที่ไต้หวันตามสัญญาเป็นเวลา 4 เดือน ก่อนที่นายจ้างจะล้มละลาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 คืนเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 2 ย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า

โจทก์เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน แต่ได้ทำงานเพียง 4 เดือน ไม่ครบกำหนด ดังนี้ จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์ไปแล้วเป็นอัตราส่วนกับระยะเวลาที่โจทก์ได้ทำงานตามบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น แต่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงว่ากำหนดระยะเวลาทำงานตามสัญญาจัดหางานมีเพียงใด ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาจึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากโจทก์เป็นจำนวนเท่าใด จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนนี้เสียก่อน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนจำนวนเงินที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ แล้วให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่ากำหนดระยะเวลาทำงานของโจทก์ตามสัญญาจัดหางานมีเพียงใดแล้วกำหนดจำนวนเงินดังกล่าวเสียใหม่และมีคำพิพากษาต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · พันธาวุธ ปาณิกบุตร · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้