Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6352/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้ เนื่องจากผู้เสียหายย้ายที่อยู่หาตัวไม่พบ คำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่า แต่ผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยมีนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำผู้เสียหายด้วย มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำผู้เสียหายดังกล่าวออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ซึ่งการที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนดังกล่าวได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277 วรรคสอง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 12 ปี รวมสองกระทง จำคุก 24 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 8 ปี รวมสองกระทงจำคุก 16 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกณัฐชนน พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 เวลาเช้า อาจารย์โรงเรียนบ้านคลองขุด ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง โทรศัพท์มาแจ้งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร อำเภอทุ่งสงว่า มีเด็กนักเรียนถูกผู้ปกครองข่มขืนกระทำชำเรา พันตำรวจตรีสุพจน์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอทุ่งสงเดินทางไปสอบข้อเท็จจริงยังโรงเรียนดังกล่าว จนกระทั่งเวลาประมาณ 17 นาฬิกา พันตำรวจตรีสุพจน์จับกุมตัวจำเลยพร้อมบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 13 ปี โดยเด็กหญิงไม่ยินยอม ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพมามอบให้พยานดำเนินคดี

พยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยในชั้นสอบสวนเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พยานไปตรวจบ้านที่เกิดเหตุที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและทำแผนที่สังเขปแสดงที่เกิดเหตุ ทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญา ต่อมาพยานสอบสวนผู้เสียหายโดยมีพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์เข้าร่วมในการถามปากคำผู้เสียหายด้วย ซึ่งผู้เสียหายให้การสรุปได้ว่าเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนถามปากคำ ผู้เสียหายไปอาศัยอยู่ที่บ้านจำเลย ผู้เสียหายอยู่ที่บ้านของจำเลยได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ในคืนหนึ่งขณะผู้เสียหายกำลังนอนหลับในห้องนอนเพียงคนเดียว จำเลยเข้ามาถอดกางเกงนอนและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายออกแล้วถอดกางเกงของจำเลยออกใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยจำเลยนอนคว่ำทับร่างกายผู้เสียหายไว้

สักครู่มีน้ำเหนียว ๆ ที่อวัยวะเพศของผู้เสียหาย แล้วจำเลยใส่กางเกงให้ผู้เสียหายและใส่กางเกงของตนออกจากห้องผู้เสียหายไป จำเลยเข้าข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายดังกล่าวประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งผู้เสียหายกลัวไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้ใดฟัง จนกระทั่งมาเล่าเรื่องราวดังกล่าวให้ครูประจำชั้นฟัง และระหว่างที่ผู้เสียหายให้การดังกล่าวพนักงานสอบสวนได้บันทึกภาพและเสียงไว้ด้วย ซึ่งนางสุชาดา ครูประจำชั้นของผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนสนับสนุนว่า ครูที่สอนสังเกตเห็นผู้เสียหายไม่ร่าเริงแจ่มใสเหมือนเด็กอื่น เวลาเรียนเหม่อลอย พยานจึงเรียกผู้เสียหายมาสอบถาม ผู้เสียหายจึงเล่าเรื่องที่ถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราให้ฟังโดยจำเลยรับว่าข้อเท็จจริงเป็นดังคำให้การของนางสุชาดาจริง

นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายแพทย์สมพงศ์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ตรวจภายในแล้วปรากฏว่าพบบาดแผลฉีกขาดเก่าบริเวณช่องคลอดให้ความเห็นว่า ผู้เสียหายผ่านการร่วมประเวณีมาแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ไม่มีผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพราะโจทก์ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้ เนื่องจากผู้เสียหายย้ายออกจากบ้านตามภูมิลำเนาที่ระบุไว้ในบัญชีพยานโจทก์ไปอยู่ที่อื่น ไม่มีบุคคลใดทราบที่อยู่แน่นอนของผู้เสียหายและผู้เสียหายไม่มีหลักฐานที่อยู่ทางทะเบียน ซึ่งศาลชั้นต้นให้โอกาสโจทก์โดยพนักงานสอบสวนได้พยายามขวนขวายติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความถึง 9 นัด และขอให้ศาลหมายเรียกนายท้ามอ้นซึ่งเคยอุปการะเลี้ยงดูผู้เสียหายมาสอบถาม แต่ก็ไม่ได้ความว่าผู้เสียหายย้ายไปอยู่ที่ใด

รวมเป็นระยะเวลานานเกือบ 1 ปี ก็ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความได้ แต่กลับได้ความตามคำแถลงของทนายจำเลยในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 29 มีนาคม 2547 ว่า ทนายจำเลยติดใจสืบผู้เสียหายเป็นพยานจำเลย โดยทนายจำเลยจะตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อไป แต่ในที่สุดก็ไม่ปรากฏว่าสามารถติดต่อตัวผู้เสียหายให้มาเบิกความต่อศาลได้ โดยโจทก์คงมีคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ซึ่งยืนยันว่าผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราในบ้านที่เกิดเหตุในช่วงเวลาเกิดเหตุหลายคราว โดยมีร้อยตำรวจเอกณัฐชนน พนักงานสอบสวนมาเบิกความรับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว คำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนแม้เป็นพยานบอกเล่า แต่ผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนโดยมีนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำผู้เสียหายด้วย

มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำผู้เสียหายดังกล่าวออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน ต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ซึ่งการที่โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้น ศาลย่อมรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวนดังกล่าวได้เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายในชั้นพิจารณาของศาลประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย และมาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ผู้เสียหายรู้จักคุ้นเคยอยู่ในความปกครองดูแลของจำเลย ไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงเชื่อว่า ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง

ส่วนนางสุชาดาครูประจำชั้นของผู้เสียหายและนายแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายพยานโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย หรือมีเหตุทำให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งใส่ร้ายจำเลยแต่อย่างใด พยานโจทก์ดังกล่าวจึงเชื่อถือรับฟังเป็นความจริงได้ นอกจากนี้เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทราบเหตุที่เข้าจับกุมและสอบสวนจำเลยในวันเดียวกัน ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยทันที ทั้งนำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุ และจำเลยลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ในวันเดียวกันนั้น จึงมีน้ำหนักให้เชื่อว่า จำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงยิ่งขึ้น ส่วนที่จำเลยนำสืบปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิด แต่ถูกนายท้ามอ้นบิดาของภริยาจำเลยกลั่นแกล้งกล่าวหาเพราะไม่พอใจจำเลยที่ไม่ยินยอมขายที่ดินมาชำระหนี้สิน และที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเพราะต้องการประชดนางนงนุชภริยาจำเลยนั้น เห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ทั้งไม่สมเหตุผล ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ขณะเกิดเหตุที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ผู้เสียหายอายุยังไม่เกิน 13 ปี หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้ ผู้เสียหายอายุ 10 ปีเศษ ตามที่โจทก์ฟ้อง ฉะนั้นพยานหลักฐานของโจทก์ดังวินิจฉัยมามีน้ำหนักมั่นคงฟังประกอบกัน เชื่อได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายในช่วงเวลาเกิดเหตุอย่างน้อย 2 คราว ตามที่โจทก์ฟ้องจริง จำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยโดยยกฟ้องจำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · พรเพชร วิชิตชลชัย
ศาลล่าง
ศาลทุ่งสง - นางสาวภูษิตา หล้าหลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้