Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6338/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ทั้งห้ามีความผูกพันต่อบริษัทร.ตามสัญญาซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ก่อนที่จะซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากบริษัทก.และในขณะที่โจทก์ทั้งห้าได้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาโดยการจดทะเบียนซื้อจากบริษัทก. โจทก์ทั้งห้ามีเจตนาที่จะนำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนโอนขายให้แก่บริษัทร.ตามสัญญาจะซื้อขายที่มีความผูกพันกันอยู่ดังกล่าว และหลังจากซื้อที่ดินมาได้แล้วโจทก์ทั้งห้าได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่บริษัทร. ไปตามเจตนาที่ซื้อมาเมื่อราคาที่ซื้อมาต่ำแต่ราคาที่ขายไปสูงและคำนวณผลต่างของราคาซื้อบวกด้วยค่าใช้จ่ายในการซื้อลบด้วยราคาขายแล้ว โจทก์ทั้งห้ามีกำไรหลายเท่าตัวทั้งราคาที่ขายไปเป็นราคาที่บริษัทร. ตกลงไว้ตามสัญญาจะซื้อขายหาใช่ราคาตลาดของที่ดินทั้งสองแปลงสูงขึ้นเอง หลังจากที่โจทก์ ทั้งห้าซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาจากบริษัทก. ไม่ ดังนี้ คนที่ขายที่ดินทั้งสองแปลงแก่บริษัทร. นั้น เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร สำหรับเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้ ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) ซึ่งมาตรา 46 ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา เมื่อพระราชกฤษฎีกา ออกตามความใน ประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11)พ.ศ.2502 มาตรา 8 ทวิ บัญญัติให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรีแห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม การที่เจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นต้นทุนในการซื้อที่ดินมา ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนอันเป็นค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว กรณีของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้สามารถหาหลักฐานค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรมาพิสูจน์ได้ครบถ้วน และเจ้าพนักงานประเมินได้หักให้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว หาใช่กรณีโจทก์ทั้งห้าไม่สามารถหาหลักฐานเกี่ยวกับการหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรมาพิสูจน์ได้ตามนัยหนังสือกรมสรรพากร ที่ กค.0802/766 ลงวันที่18 มกราคม 2528 และที่ กค.0802/7789 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2531ไม่ จึงใช้อัตราร้อยละ 78 ของเงินได้พึงประเมินตามนัยหนังสือดังกล่าวมาหักค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ การที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้มีเจตนาซื้อและขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวและมิได้รับเงินจากการขายที่ดินนั้น แต่ลงชื่อ ร่วมในการซื้อและมอบอำนาจในการขายไปตามคำสั่งของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงมิได้เป็นผู้ได้รับเงินได้ พึงประเมินในการที่ที่ดินทั้งสองโฉนดนั้นได้ขายไปโดยการดำเนินการ ของโจทก์ที่ 2 และตามคำสั่งของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด เจ้าพนักงาน ประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 การที่โจทก์ที่ 1 ไม่ชำระเงินตามการประเมินจึงถือเป็นภาษีอากร ค้างนายอำเภอแห่งท้องที่นั้นมีอำนาจสั่งอายัดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ได้ แต่เนื่องจากการประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ที่ 4 จึงไม่เป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง นายอำเภอ แห่งท้องที่จึงไม่มีอำนาจอายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 และขายทอดตลาด เพื่อให้ได้ชำระภาษีอากรค้างตามการประเมินได้ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้บรรยายไว้ในตอนท้ายของคำฟ้องว่าโจทก์ทั้งห้ามิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงมีเหตุอันควรผ่อนผันให้โจทก์ทั้งห้าตามประมวลรัษฎากร ซึ่งศาลภาษีอากรกลางได้กำหนดเป็นประเด็นไว้แล้วว่ามีเหตุอันควรลดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ และศาลมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นนี้หรือไม่ดังนั้นการที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับภาษีการค้าและเบี้ยปรับภาษีบำรุงเทศบาลแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยที่ 3 มีหมายเรียกโจทก์ทั้งห้าเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของคณะบุคคลสำหรับปี 2528 ถึงปี 2529กรณีที่โจทก์ทั้งห้าซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 30811 และ 30812ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 70 ไร่จากบริษัทโกยสมบูรณ์ จำกัด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2528ในราคา 7,000,000 บาท แล้ว โจทก์ทั้งห้าได้จดทะเบียนขายให้แก่บริษัททรีแลกซ์บีช จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2528ในราคา 69,800,000 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 3มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งห้าชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2528(ครึ่งปี) และภาษีการค้าสำหรับเดือนพฤษภาคม 2528 เป็นเงินทั้งสิ้น 84,196,873 บาท โจทก์ทั้งห้าไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมิน

โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า ให้ยกอุทธรณ์การประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ทั้งห้าชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินเพิ่ม73,447,673 บาท ส่วนการประเมินภาษีการค้านั้นให้ลดเบี้ยปรับร้อยละ 50 คงให้ชำระภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม8,061,900 บาท รวมชำระภาษีอากรทั้งสิ้น 81,509,573 บาทโจทก์ทั้งห้าเห็นว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบเพราะโจทก์ทั้งห้ามิได้ซื้อขายที่ดินดังกล่าวเพื่อมุ่งค้าหากำไรโจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยมีเจตนาเพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม โจทก์ที่ 1 ได้ตัดสินซื้อที่ดินดังกล่าวเพียงผู้เดียวแต่ได้ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 มีชื่อในการทำนิติกรรมด้วย

เนื่องจากในช่วงปี 2528 โจทก์ที่ 1 ประสบภาวะขาดทุนจากการทำธุรกิจเหมืองแร่และเป็นหนี้ธนาคาร สถาบันการเงินและเจ้าหน้าที่ทั่วไปเป็นจำนวนมาก และโจทก์ที่ 1 ถูกฟ้อง ณ ศาลจังหวัดภูเก็ตหลายคดีบางคดีก็อยู่ในระหว่างการบังคับคดี หากโจทก์ที่ 1จะซื้อที่ดินดังกล่าวโดยใส่ชื่อตนเองเพียงผู้เดียวก็อาจถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้รายอื่นบังคับชำระหนี้ได้จึงใส่ชื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ซื้อแทนโจทก์ที่ 1 เพื่อป้องกันการถูกบังคับชำระหนี้ของตนเท่านั้น ต่อมาโจทก์ที่ 1ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคหัวใจจนไม่อาจที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้จึงขายที่ดินพร้อมกิจการให้บริษัทแลกซ์บีช จำกัด ในราคา69,800,000 บาท และได้ชำระภาษีเงินได้ไว้ถูกต้องแล้วนอกจากนี้โจทก์ทั้งห้าเห็นว่าการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้อง

เพราะเงินได้ของโจทก์ทั้งห้าเกิดขึ้นในปี 2528 แต่พนักงานของจำเลยทั้งสี่นำหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายตามมติที่ประชุม กพอ. ครั้งที่ 1/2529 ระเบียบวาระที่ 3 ซึ่งมีผลบังคับใช้สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปี2529 เป็นต้นไปมาใช้ การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ถูกต้องนั้นจะต้องเป็นวิธีการที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตคำนวณไว้อันเป็นการคิดตามหลักเกณฑ์ในหนังสือของกรมสรรพากรที่ กค.0802/766 ลงวันที่ 18 มกราคม 2528 กค.0802/7789ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2531 - ต.44/14451 กค.0802/8981ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2532 - ต.44/16069 กค.0802/10828ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2532 - ต.44/16187 โจทก์ทั้งห้าไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีเงินได้จึงไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และเมื่อโจทก์ทั้งห้ามิได้ประกอบธุรกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์

โจทก์ทั้งห้าก็ไม่จำต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีการค้า หากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ไม่ต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าเพราะตามประมวลรัษฎากรมาตรา 61 นั้น บุคคลผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญจะต้องได้รับเงินได้พึงประเมินตามหนังสือสำคัญนั้นจึงจะต้องเสียภาษีแต่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้รับเงินได้จากการขายที่ดินดังกล่าวเนื่องจากมีชื่อในโฉนดที่ดินแทนโจทก์ที่ 1 ดังนั้น โจทก์ที่ 2ถึงที่ 5 จึงไม่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่708/2520 และ 599/2523 ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2528 (ครึ่งปี)

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ การประเมินภาษีการค้าประจำปี 2528(ครึ่งปี) คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งอายัดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่เลขที่ 167/2535 คำสั่งยึดทรัพย์เลขที่ ภก.0206/2914 คำสั่งอายัดที่ พง.0616/275 หนังสือที่พง.0616/3040 คำสั่งอายัดที่ 239/2535 คำสั่งยึดทรัพย์ที่ภห.0106/7276 คำสั่งยึดทรัพย์ที่ 239/2535 และคำสั่งอื่นที่ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งห้าทั้งหมด และขอให้พิพากษาว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในโฉนดที่ดินเลขที่ 30811 และ 30812 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินจากการซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและไม่ต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้าต่อทางราชการตามประมวลรัษฎากรศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

สำหรับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การว่าโจทก์ทั้งห้าได้มีการติดต่อซื้อและขายที่ดินทั้ง 2 แปลง ดังกล่าวก่อนที่โจทก์ทั้งห้าจะมีกรรมสิทธิ์ และโจทก์ทั้งห้าได้จดทะเบียนซื้อที่ดินมาและจดทะเบียนขายต่อไปในสภาพเดิมที่ซื้อมา มีระยะเวลาห่างกันเพียง52 วันเท่านั้น แต่มีกำไรจากการขายสูงถึง 62,800,000 บาทพฤติการณ์ของโจทก์ทั้งห้าดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการซื้อขายที่ดินโดยมีเจตนามุ่งในทางการค้าหากำไรโจทก์ทั้งห้าจึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้า ตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยที่ 3 ประเมินคิดเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่โจทก์ทั้งห้าต้องชำระเพิ่มเติม 73,447,673 บาท และภาษีการค้าที่โจทก์ทั้งห้าต้องชำระจำนวน 10,749,200 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์ทั้งห้ายื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีทั้งสองประเภท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยว่า การประเมินชอบแล้วแต่สำหรับภาษีการค้าให้ลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามกฎหมายรวมภาษีอากรที่โจทก์ทั้งห้าต้องชำระทั้งสิ้น81,509,573 บาท เมื่อโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นคณะบุคคลร่วมกันลงลายมือชื่อเป็นผู้ซื้อในสัญญาซื้อขายที่ดินฉบับลงวันที่18 มีนาคม 2528 และมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ขายในสัญญาซื้อขายที่กินฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2528ก็มีผลผูกพันตามกฎหมายที่ถือได้ว่าโจทก์ทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวที่ร่วมกันซื้อมาและร่วมกันขายไป และเป็นคณะบุคคลที่ร่วมกันมีเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่บริษัททรีแลกซ์บีช

จำกัด หาใช่เป็นการซื้อขายเพียงลำพังของโจทก์ที่ 1 เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ทั้งห้าได้โดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้โจทก์ทั้งห้าติดต่อขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัทแลกซ์บีช จำกัด ก่อนที่กรรมสิทธิ์ในที่ดินจะตกเป็นของโจทก์ทั้งห้า แสดงว่าโจทก์ทั้งห้าได้เตรียมการขายที่ดินก่อนที่โจทก์ทั้งห้าจะจดทะเบียนซื้อที่ดินมาและการขายที่ดินก็กำไรมากถึง 10 เท่าตัว ทั้ง ๆ ที่ระยะเวลาการซื้อมาและขายไปห่างกันเพียง 52 วัน เท่านั้น การซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวของโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นการค้าอสังหาริมทรัพย์ในทางค้าหรือหากำไรและตามหนังสือสัญญาขายที่ดินก็ระบุว่าผู้ขายได้รับเงินค่าที่ดินรายนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ประกอบคำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าระบุว่า โจทก์ทั้งห้าได้รับเงินค่าขายที่ดินจำนวน69,800,000 บาท จากบริษัทรีแลกซ์บีช จำกัด ฉะนั้นโจทก์ที่ 2ถึงที่ 5 จะปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงินค่าขายที่ดินไม่ได้ เงินค่าขายที่ดินที่คณะบุคคลอันประกอบด้วยโจทก์ทั้งห้าได้มาทั้งหมดจึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินและเป็นรายรับที่โจทก์ทั้งห้าได้รับมาแล้วในอันที่จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเสียภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร อีกทั้งหากโจทก์ที่ 1 ต้องการป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่ที่ดินทั้งสองแปลง เหตุใดจึงไม่ให้เพียงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้จดทะเบียนซื้อขายที่ดินโดยโจทก์ที่ 1 ไม่ต้องเข้ามาถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยเพราะการที่โจทก์ที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยนั้น

เจ้าหนี้ของโจทก์ที่ 1 ก็ย่อมสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากที่ดินทั้งสองแปลงบางส่วนได้ตามกฎหมาย นอกจากนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเป็นต้องให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 มีกรรมสิทธิ์ร่วมหรือมีชื่อในโฉนดร่วมด้วย เพราะข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าก่อนที่จะจดทะเบียนซื้อที่ดินมานั้น โจทก์ทั้งห้าหรือโจทก์ที่ 1 ตกลงขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่บริษัททรีแลกซ์บีช จำกัด ไว้ก่อนแล้วดังปรากฏหลักฐานการรับเงินมัดจำ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าโจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นคณะบุคคลได้ร่วมกันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และร่วมกันมีเงินได้พึงประเมินหรือรายรับในอันที่จะต้องเสียภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว

พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเบี้ยปรับภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลจำนวน 2,687,300 บาทให้โจทก์ทั้งห้าชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 คำขออื่นให้ยกโจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งห้าในข้อแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวข้อโต้เถียงของคู่ความอยู่ที่ว่าการขายที่ดินทั้งสองแปลงตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 39 นั้น เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรหรือไม่ เจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายให้ชอบแล้วหรือไม่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินซึ่งมีโฉนดแล้วบริษัทโกยสมบูรณ์ จำกัด ได้รับโฉนดมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2526 ต่อมาบริษัทโกยสมบูรณ์

จำกัดจดทะเบียนโอนขายแก่โจทก์ทั้งห้าเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2528ในราคา7,000,000 บาท แล้วโจทก์ทั้งห้าได้จดทะเบียนโอนขายแก่บริษัททรีแลกซบีช จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2528ในราคา 69,800,000 บาท แต่โจทก์ที่ 2 ได้รับตั๋วแลกเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาสีลม ลงวันที่ 11 มีนาคม 2528จำนวนเงิน 5,000,000 บาท จากบริษัททรีแลกซ์บีช จำกัดเป็นการชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2528 แทนผู้ขายทุกคนตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม2528 อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งห้ามีความผูกพันต่อบริษัททรีแลกซ์บีช จำกัด ตามสัญญาซื้อขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอยู่ก่อนที่จะซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาจากบริษัทโกยสมบูรณ์จำกัด

ฉะนั้น ขณะที่โจทก์ทั้งห้าได้ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาโดยการจดทะเบียนซื้อจากบริษัทโกยสมบูรณ์ จำกัด นั้นโจทก์ทั้งห้ามีเจตนาที่จะนำที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาจดทะเบียนโอนขายแก่บริษัททรีแลกซ์บีช จำกัด ในราคา 69,800,000 บาทตามสัญญาจะซื้อขายที่มีความผูกพันกันอยู่ดังกล่าวแล้วและหลังจากซื้อที่ดินมาได้แล้ว โจทก์ทั้งห้าก็ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัทรีแลกซ์บีช จำกัด ไปตามเจตนาที่ซื้อมาเมื่อราคาที่ดินที่ซื้อมาต่ำแต่ราคาที่ขายไปสูงและคำนวณผลต่างของราคาซื้อบวกด้วยค่าใช้จ่ายในการซื้อลบด้วยราคาขายแล้วผลปรากฏว่าโจทก์ทั้งห้ามีกำไรหลายเท่าตัว ทั้งราคาที่ขายไปเป็นราคาที่บริษัททรีแลกซ์บีช จำกัด ตกลงไว้ตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 12 มีนาคม 2528 หาใช่ราคาตลาดของที่ดินทั้งสองแปลงสูงขึ้นเอง

หลังจากที่โจทก์ทั้งห้าซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมาจากบริษัทโกยสมบูรณ์ จำกัด ไม่ ดังนี้ จึงเห็นว่าโจทก์ทั้งห้าขายที่ดินทั้งสองแปลงตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ล.2แผ่นที่ 39 แก่บริษัททรีแลกซ์บีช จำกัด ไปนั้นเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร หาใช่เป็นการได้มาเพื่อประกอบกิจการโรงแรมที่พักประเภทบังกะโลตามที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้างไม่ สำหรับปัญหาที่ว่าการหักค่าใช้จ่ายในกรณีนี้ชอบแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่าเงินได้พึงประเมินจากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงินได้จากการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) จึงเป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8)ซึ่งมาตรา 46 ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

เมื่อพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 8 ทวิบัญญัติให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับโดยอนุโลม ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณการประเมินโดยหักค่าใช้จ่ายให้จำนวน 8,396,290 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนในการซื้อที่ดินมา 7,000,000 บาท ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน 1,396,290 บาทอันเป็นค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรจึงเป็นการชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวไว้แล้วที่โจทก์อ้างว่าจะต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาให้ตามนัยหนังสือกรมสรรพากรที่ กค.0802/766 ลงวันที่ 18 มกราคม 2528 นั้นโจทก์ไม่สามารถอ้างหนังสือดังกล่าวมาแสดงต่อศาลได้ แต่ปรากฏตามหนังสือกรมสรรพากรที่

กค.0802/7789 ลงวันที่3 มิถุนายน 2531 ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 4 ซึ่งกล่าวพาดพิงถึงหนังสือกรมสรรพากรที่ กค.0802/766 ลงวันที่18 มกราคม 2528 ไว้เพียงว่า ในการตรวจสอบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินกรณีขายที่ดินก่อนปี 2529ซึ่งที่ดินนั้นได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร หากผู้มีเงินได้ไม่สามารถหาหลักฐานเกี่ยวกับหักค้าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรมาพิสูจน์ได้ ให้เจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 75 ของเงินได้พึงประเมิน ดังนี้ย่อมเห็นได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้จากการขายที่ดินซึ่งที่ดินนั้นได้มาโดยมุ่งในทางการค้าหรือหากำไรมีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร แต่ผู้มีเงินได้จากการขายไม่สามารถหาหลักฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาพิสูจน์ต่อเจ้าพนักงานประเมินได้แนวปฏิบัติตามนัยหนังสือดังกล่าวก็ให้เจ้าพนักงานประเมินหักค่าใช้จ่ายในกรณีเช่นนี้ให้ในอัตราร้อยละ 75 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ตามกรณีของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้นั้น

โจทก์ทั้งห้าสามารถหาหลักฐานค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรมาพิสูจน์ได้ครบถ้วนและเจ้าพนักงานประเมินก็ได้หักให้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว หาใช่กรณีโจทก์ทั้งห้าไม่สามารถหาหลักฐานเกี่ยวกับการหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรมาพิสูจน์ได้ตามนัยหนังสือดังกล่าวไม่ จึงใช้อัตราร้อยละ 75 ของเงินได้พึงประเมินตามนัยหนังสือดังกล่าวมาหักค่าใช้จ่ายแก่โจทก์ทั้งห้าไม่ได้ปัญหาต่อไปที่ว่าเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 หรือไม่ นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินจากการขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวนั้นจากบริษัททรีแลกซ์บีช จำกัด มาเองทั้งหมดรวม69,800,000 บาท ตามตั๋วแลกเงินธนาคารกรุงเทพ

จำกัดสาขาสีลม ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2528 จำนวนเงิน5,000,000 บาท ฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2528 จำนวนเงิน64,800,000 บาท โดยโจทก์ที่ 2 มีชื่อในโฉนดที่ดินที่ขายทั้งสองโฉนดนั้น แม้โจทก์ที่ 2 จะต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามข้ออ้างและข้อนำสืบของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2ก็มีสิทธิเพียงหักเงินภาษีจากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่โจทก์ที่ 1ตามส่วนดังที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 61 บัญญัติไว้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ที่ 2 มีชื่อในโฉนดที่ดินอันเป็นหนังสือสำคัญที่แสดงว่าเป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยการได้ขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวนั้นไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ที่ 2 ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61 ส่วนโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 นั้นข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 และที่ 4 เป็นหลานของโจทก์ที่ 1ส่วนโจทก์ที่ 5 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ในปี 2528 นั้น

โจทก์ที่ 3และที่ 5 ยังเป็นเพียงนักศึกษาไม่มีรายได้ โจทก์ที่ 4 เป็นลูกจ้างผู้อื่น แต่ไม่ปรากฏว่ามีรายได้มากเพียงพอที่จะนำมาลงทุนซื้อที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวแล้วนั้นได้ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 แต่ผู้เดียวเป็นผู้รับเงินจากการขายที่ดินทั้งสองโฉนดไปทั้งหมดตามตั๋วแลกเงินสองฉบับดังได้กล่าวมาแล้ว และไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ได้รับส่วนแบ่งจากการขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวจากโจทก์ที่ 2 หรือมีเงินฝากธนาคารไว้ในจำนวนที่ใกล้เคียงกับส่วนแบ่งที่ควรจะได้รับจากโจทก์ที่ 2 หรือได้ซื้อทรัพย์สินอันมีค่าไว้ในราคาที่ใกล้เคียงกับจำนวนส่วนแบ่งที่ควรได้รับ ข้อเท็จจริงปรากฏแต่เพียงว่าโจทก์ที่ 4 มีเงินฝากอยู่ในธนาคารอยู่เพียง 20,000บาทเศษ ตามที่นายอำเภอเมืองภูเก็ตได้สั่งอายัดได้

นอกนั้นก็มีเงินค่าประกันการใช้โทรศัพท์อีกจำนวน 18,000 บาทเท่านั้น โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 นำสืบอ้างว่า การลงชื่อเป็นผู้ซื้อและมอบอำนาจให้ขายที่ดินทั้งสองโฉนดนั้นทำตามคำสั่งของโจทก์ที่ 1โดยโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 ไม่ได้ออกเงินซื้อหรือได้รับส่วนแบ่งจากการขายที่ดินแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น คงอ้างประมวลรัษฎากร มาตรา 61ว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จะต้องร่วมรับผิดเท่านั้น ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้เจตนาซื้อและขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวและมิได้รับเงินจากการขายที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าว แต่ลงชื่อร่วมในการซื้อและมอบอำนาจในการขายไปตามคำสั่งของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น โจทก์ที่ 3ถึงที่ 5 จึงมิได้เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินในการที่ที่ดินทั้งสองโฉนดนั้นได้ขายไปโดยการดำเนินการของโจทก์ที่ 2และตามคำสั่งของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด

เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ที่ 3ถึงที่ 5 ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้ารวมทั้งภาษีบำรุงเทศบาล ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้ว แต่ในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 นั้น เป็นการประเมินที่ไม่ชอบปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า การยึดและอายัดทรัพย์ตามฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามคำฟ้องปรากฏว่าคงมีเพียงแต่การอายัดที่ดินของโจทก์ที่ 1 และเงินประกันการใช้โทรศัพท์และสิทธิการใช้โทรศัพท์ของโจทก์ที่ 4 ไว้เท่านั้น กรณีการอายัดที่ดินของโจทก์ที่ 1 นั้น เนื่องจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยแล้ว

โจทก์ที่ 1ไม่ชำระเงินตามการประเมินจึงถือเป็นภาษีอากรค้าง นายอำเภอในเขตท้องที่นั้นมีอำนาจสั่งอายัดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ได้ การอายัดที่ดินของโจทก์ที่ 1 จึงชอบแล้ว ส่วนคำสั่งอายัดเงินค่าประกันการใช้โทรศัพท์และสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของโจทก์ที่ 4 นั้นเนื่องจากการประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากโจทก์ที่ 4 ไม่ชอบดังวินิจฉัยแล้ว จึงมีผลให้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 4 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างนายอำเภอแห่งท้องที่จึงไม่มีอำนาจอายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 และขายทอดตลาดเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างตามประเมินได้ ดังนั้น การที่นายอำเภอเมืองภูเก็ตสั่งอายัดเงินค่าประกันการใช้โทรศัพท์และสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของโจทก์ที่ 4 จึงเป็นการไม่ชอบไปด้วย

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 4 ฟังขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีว่าศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ชอบหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้บรรยายไว้ในตอนท้ายของคำฟ้องแล้วว่าโจทก์ทั้งห้ามิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงมีเหตุอันควรผ่อนผันให้โจทก์ทั้งห้าตามประมวลรัษฎากร ซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็ได้กำหนดเป็นประเด็นไว้ในข้อที่ 3 แล้วว่ามีเหตุอันควรลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ และศาลมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นนี้หรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้งดเบี้ยปรับภาษีการค้าและเบี้ยปรับภาษีบำรุงเทศบาลแก่โจทก์ที่ 1และที่ 2 จึงเป็นการวินิจฉัยตามประเด็นในคำฟ้องไม่เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ.2528 มาตรา 17 แต่อย่างใด และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนแก่เจ้าพนักงานด้วยดีการที่ศาลภาษีอากรกลางใช้ดุลพินิจให้งดเบี้ยปรับภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลแก่โจทก์ที่ 1และที่ 2 จึงเหมาะสมแล้ว เพราะแม้แต่งดเบี้ยปรับแก่โจทก์ที่ 1และที่ 2 แล้ว โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ยังต้องรับผิดชำระค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีการค้ามากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับมาจากการขายที่ดินทั้งสองโฉนดไป"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 เสีย กับให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ 4 ตามคำฟ้องเสียทั้งหมดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · ชลอ บุณยเนตร · จำลอง สุขศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้