Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6321/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยได้พาหรือชักจูงผู้เสียหาย (อายุ 12 ปีเศษ)ไปจากบริเวณถนนหน้าบ้านอาของผู้เสียหายที่ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ ไปยังบ้านเพื่อนของจำเลยและได้กระทำชำเราผู้เสียหาย ย่อมเป็นการไม่ถูกต้องด้วยทำนองคลองธรรมแล้วจำเลยพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้านพัก กรณีถือได้ว่าจำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือ ผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตอนหนึ่งแล้ว ครั้นจำเลยกระทำชำเราหรือร่วมเพศกับผู้เสียหายอายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ว่าผู้เสียหายยินยอมหรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยในตอนหลังก็เป็นความผิดสำเร็จในอีกขั้นตอนหนึ่ง อันถือเป็นคนละขั้นตอน หรือเป็นคนละกรรมกับการกระทำความผิดในขั้นตอนแรก การกระทำ ของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรม การที่จำเลยกอดปล้ำถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายก็เพื่อกระทำชำเราผู้เสียหาย และในเวลาเดียวกันจำเลยก็ได้กระทำชำเราหรือร่วมเพศกับผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่รวม 8 ครั้ง หลังจากนั้นตอนที่จำเลยพาผู้เสียหายมาไว้ที่หอพักจนกระทั่งจำเลยพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านพักก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำอนาจารหรือกอดจูบลูบคลำผู้เสียหายใด ๆ อีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ข้อนี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะไม่ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2539 เวลากลางคืนหลังเที่ยงถึงที่ 5 สิงหาคม 2539 เวลากลางวันต่อเนื่องกันจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยพรากเด็กหญิงวิไลลักษณ์ ชอบแต่ง ผู้เสียหายอายุไม่เกิน15 ปี ไปเสียจากนายหมัดกอเฉม ชอบแต่ง และนางเบญจมาศ ชอบแต่งบิดามารดา ขณะอยู่ในความดูแลของนางสาวอินทิรา สันโต๊ะโส๊ปโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และจำเลยได้กระทำอนาจารกอดจูบและกระทำชำเราเด็กหญิงวิไลลักษณ์ผู้เสียหายอายุไม่เกิน 13 ปี (อายุ 12 ปี 1 เดือนเศษ) จนสำเร็จความใคร่หลายครั้งโดยเด็กหญิงนั้นยินยอม เหตุเกิดที่ตำบลสะเตงอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม ฐานชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีให้จำคุก 7 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ให้จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปีจำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี ประกอบขณะนี้จำเลยกำลังเรียนที่โรงเรียนยะหาศิรยานุกูล อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ประกอบกับบิดาผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ สมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 6 ปีจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นพิจารณาของศาล เป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรปรานีลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคแรกกรณีเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยอายุไม่เกิน20 ปี และกำลังศึกษาอยู่ ประกอบกับบิดามารดาผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ สมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก3 ปี 6 เดือนฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจารจำคุก 2 ปี 6 เดือนรวมจำคุก 6 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมถึงชั้นพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปีจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่จำเลยได้พาผู้เสียหายหรือชักจูงผู้เสียหายไปจากบริเวณถนนหน้าบ้านของนางสาวอินทิราอาของผู้เสียหายที่ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ตรงไปยังบ้านเพื่อนของจำเลยและได้กระทำชำเราผู้เสียหายด้วยไม่ถูกต้องด้วยทำนองคลองธรรมแล้วพาผู้เสียหายกลับมาส่งที่บ้านพัก กรณีย่อมถือได้ว่าจำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรได้พรากผู้เสียหายอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารแล้วตอนหนึ่ง ครั้นจำเลยกระทำชำเราหรือร่วมเพศกับผู้เสียหายอายุไม่เกิน 13 ปี โดยผู้เสียหายยินยอมหรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลยก็ต้องเป็นความผิดสำเร็จในอีกขั้นตอนหนึ่ง อันถือเป็นคนละขั้นตอนหรือเป็นคนละกรรมกับการกระทำความผิดในขั้นตอนแรก

การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิด 2 กรรมมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายอีกบทหนึ่งด้วยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยกอดปล้ำถอดเสื้อผ้าผู้เสียหายก็เพื่อการกระทำชำเราผู้เสียหายนั้นเองและในเวลาเดียวกันจำเลยก็ได้กระทำชำเราหรือร่วมเพศกับผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่รวม 8 ครั้ง หลังจากนั้นตอนที่จำเลยพาผู้เสียหายมาไว้ที่หอพักบริเวณหน้าโรงพยาบาลศูนย์ยะลาหรือจนกระทั่งจำเลยพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านพักก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำอนาจารหรือกอดจูบลูบคลำผู้เสียหายใด ๆ อีก จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรกซึ่งข้อนี้แม้จำเลยจะไม่ฎีกาก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 และเห็นสมควรรอการลงโทษให้จำเลยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วยซึ่งเมื่อลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง 20,000 บาทและปรับตามมาตรา 317 วรรคสาม 20,000 บาท รวม 2 กระทงปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้อีกกึ่งหนึ่ง คงปรับ20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โทษจำคุกทั้ง 2 กระทง ให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 3 ปีโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมความประพฤติ 3 เดือนต่อหนึ่งครั้งเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และทุกครั้งที่ไปรายงานตัวให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่เจ้าพนักงานและจำเลยเห็นสมควร รวมแล้วมีกำหนด 24 ชั่วโมง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 90 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ระพิณ บุญสิทธิ์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ · สมศักดิ์ วงศ์ยืน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้