Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะมอบอำนาจให้ น. ไปสละประเด็นที่ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว คงติดใจเฉพาะกรณีขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่คำฟ้องของโจทก์ในประเด็นที่ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้กระทำภายใน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นเป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยฝ่าฝืนมาตรา 88/6 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีอำนาจประเมิน ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลในประเด็นดังกล่าวได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน ข้อที่โจทก์สละสิทธิการอุทธรณ์เฉพาะในประเด็นขอยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด โจทก์ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย แต่ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิดังกล่าวก็มีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับอันเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86/13 วรรคสอง สำหรับกรณีโจทก์ขายสินค้าให้ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก โจทก์จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เฉพาะการขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโจทก์จึงไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 โดยต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราปกติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 80 ส่วนกรณีโจทก์ยกเลิกใบกำกับภาษีโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.รัษฎากร โจทก์ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม ป.รัษฎากร มาตรา 86/13 วรรคสอง ใบกำกับภาษีที่โจทก์ยกเลิกโดยไม่ถูกต้องจึงมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับ และเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์พึงได้รับตามความหมายของมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อนำยอดขายตามแบบแสดงรายการภาษีที่โจทก์ยื่นไว้เปรียบเทียบกับยอดขายตามผลการตรวจสอบอันถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับแล้ว ปรากฏว่าโจทก์แสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่พึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของยอดขายที่แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษี กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินได้ภายในกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ.2539 มิใช่กฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินปฏิบัติฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ย่อมเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย การประเมินที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบแต่เป็นไปตาม ป.รัษฎากร มิได้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ประเด็นนี้โจทก์มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องจึงต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยโดยให้ยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินทั้ง 66 ฉบับ และยกเลิกคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้ง 14 ฉบับ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2535 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2535 เดือนภาษีกรกฎาคม 2535 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2535 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 02010270/5/102943 ถึงเลขที่02010270/5/102946 เลขที่ 02010270/5/102948 ถึงเลขที่ 02010270/5/102950 และเลขที่ 02010270/5/102952 ถึงเลขที่ 02010270/5/103007 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2535 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2535 เดือนภาษีกรกฏาคม 2535 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2535 เดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 ยกฟ้องโจทก์สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 เดือนภาษีมิถุนายน 2535 และเดือนภาษีตุลาคม 2535 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในประเด็นที่ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ได้ทำภายใน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางนิตยาไปสละประเด็นที่ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว คงติดใจเฉพาะกรณีขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม แต่คำฟ้องของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่า การใช้อำนาจประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ประเมินภายใน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา 88/6 (1) (ก)

แห่งประมวลรัษฎากร เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินทำโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจประเมิน ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลในประเด็นดังกล่าวได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน ข้อที่โจทก์สละสิทธิการอุทธรณ์เฉพาะในประเด็นขอยกเลิกการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษี พฤษภาคม 2540 ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้องศาลแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางรับวินิจฉัยโดยอ้างว่า เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะสละอุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2535 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2535 เดือนภาษีกรกฎาคม 2535 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2535 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือไม่ ในปัญหานี้ มาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินให้กระทำได้ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) สำหรับผู้ประกอบการ (ก) 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป แล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง

ทั้งนี้เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว (ข) .... (ค) 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษี... และตามมาตรา 86/13 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร บุคคลใดออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย บุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน และต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6)

แห่งประมวลรัษฎากร กับต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนผู้นำใบกำกับภาษีดังกล่าวไปใช้ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (7) ทั้งมีกรณีต้องเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า เนื่องจากยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องมีจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไปตามมาตรา 89 (4) แห่งประมวลรัษฎากร และเสียภาษีไว้คลาดเคลื่อนตามมาตรา 89 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ผลของข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นว่าใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับอันเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรด้วย

ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินนำมูลค่าตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีที่โจทก์ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมายรวมไว้ในยอดขายตามผลการตรวจ โดยถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับย่อมชอบด้วยกฎหมาย สำหรับกรณีโจทก์ขายสินค้าให้ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 เฉพาะการขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โจทก์ไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราปกติตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินนำยอดขายกรณีนี้รวมไว้ในยอดขายตามผลการตรวจโดยถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับย่อมชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนกรณีโจทก์ยกเลิกใบกำกับภาษีโดยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร โจทก์ต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา 86/13 วรรคสอง และต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีตามมาตรา 89 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ใบกำกับภาษีที่โจทก์ยกเลิกโดยไม่ถูกต้องจึงมีมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับและเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดยแสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่โจทก์พึงได้รับตามความหมายของมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินนำรายการดังกล่าวนี้รวมไว้ในยอดขายตามผลการตรวจสอบโดยถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับย่อมชอบด้วยกฎหมาย ในเดือนภาษีมกราคม 2535 ถึงเดือนภาษีมิถุนายน 2540 เมื่อนำยอดขายตามแบบแสดงรายการที่โจทก์ยื่นไว้อันถือว่าเป็นฐานภาษีที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเปรียบเทียบกับยอดขายตามผลการตรวจสอบอันถือว่าเป็นมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับแล้ว

ปรากฏว่าโจทก์แสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่พึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละ 25 ของยอดขายที่โจทก์แสดงไว้ในแบบแสดงรายการภาษี กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 88/6 (1) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินได้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2535 ซึ่งเป็นเดือนภาษีแรกสุดที่โจทก์ถูกประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2535 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2543 จึงเป็นการประเมินที่ได้กระทำภายใน 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี และเดือนอื่นๆถัดมาจากนั้นก็เป็นการประเมินภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเป็นการประเมินจากการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งตามระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่ม พ.ศ. 2539 ข้อ 9 ให้เจ้าพนักงานตรวจปฏิบัติการดำเนินการตรวจปฏิบัติการแต่ละรายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อย่างช้าไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่เข้าตรวจปฏิบัติการตามหนังสือนำตัว หากไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าวให้ชี้แจงเหตุผลต่อผู้มีอำนาจตามข้อ 5 เพื่อขยายเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 วัน แต่กรณีของโจทก์นั้นการตรวจปฏิบัติการใช้เวลา 2 ปีเศษ โดยเจ้าพนักงานของจำเลยไม่ได้ขออนุมัติต่ออธิบดีหรือผู้มีอำนาจแต่อย่างใด ถือว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินโดยขัดต่อระเบียบดังกล่าว การตรวจปฏิบัติการไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวมิใช่กฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ปฏิบัติฝ่าฝืนตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ย่อมเป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย การประเมินภาษีที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบแต่เป็นไปตามประมวลรัษฎากรมิได้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หากมีการผิดระเบียบก็อาจเป็นเรื่องผิดวินัยขององค์กรนั้น ซึ่งผู้บังคับบัญชาอาจพิจารณาเรื่องวินัยต่อไป ประเด็นนี้โจทก์มิได้กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้อง ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง เป็นอุทธรณ์ที่มิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทุกเดือนภาษีพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาลี ทัพภวิมล · องอาจ โรจนสุพจน์ · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.18/2548
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ภษ125/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ภษ190/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้