Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6303/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่เด็กชาย ก. ต้องเป็นคนพิการ ไม่สามารถเดินและขับถ่ายได้ตามปกติ ถือได้ว่าเด็กชาย ก. ต้องสูญเสียความสามารถประกอบการงานในภายหน้าและทำลายความก้าวหน้าไปตลอดชีวิต โดยความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติก็คือ ความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบการงานได้สิ้นเชิงทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคต เมื่อผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้เด็กชาย ก. ต้องทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 444 วรรคหนึ่ง และความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นนี้ยังเข้ากรณีเป็นความเสียหายอันเป็นที่มาของความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสที่บังเกิดขึ้นกับเด็กชาย ก. ในขณะที่มีอายุเพียง 6 ปี เท่านั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ด้วย ค่าเสียหายดังกล่าวไม่ซ้ำซ้อนกันและไม่เป็นค่าเสียหายอย่างเดียวกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการทำละเมิดจำนวน 12,627,200.38 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,761,970.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 9,672,970.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง ค่าทนายความให้ใช้แทน 80,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,611,370.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าเด็กชายกีรติ์หรือเก้ง สุวัธนวนิช เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสอง ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยสารประจำทางหมายเลขทะเบียน 11-9392 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง โดยขับรถยนต์โดยสารประจำทางคันดังกล่าวเคลื่อนที่จากป้ายจอดรถยนต์โดยสารในขณะที่ผู้โดยสารยังลงจากรถไม่หมด ทำให้เด็กชายกีรติ์ซึ่งโดยสารมากับรถยนต์โดยสารประจำทางคันที่จำเลยที่ 1 ขับ และกำลังก้าวลงจากประตูรถเสียหลักตกลงมาบนพื้นถนน

ล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์โดยสารประจำทางคันดังกล่าวจึงทับร่างเด็กชายกีรติ์ที่บริเวณสะโพกและขาซ้าย ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายถึงสาหัส ต่อมาพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 6 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 251/2542 ของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่ารักษาพยาบาลตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย จ.12 มีเพียง 5 ฉบับ

เท่านั้น ที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์เป็นเงิน 607,990 บาท โจทก์ทั้งสองจึงเรียกร้องส่วนที่เกินไปกว่าจำนวนเงิน 607,990 บาท ไม่ได้นั้น เห็นว่าค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 ถึง 446 บัญญัติให้ผู้ต้องเสียหายมีสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นว่า ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคต รวมทั้งค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดต่อบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 2 นายจ้างของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเหล่านี้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ทั้งสองและนายชัยยุทธ

ต่างใจ แพทย์ผู้ทำการตรวจชันสูตรบาดแผลของเด็กชายกีรติ์เป็นพยานเบิกความถึงการรักษาพยาบาลเด็กชายกีรติ์ได้ความว่า หลังเกิดเหตุเด็กชายกีรติ์เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา โดยเด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพก กระเพาะปัสสาวะฉีกขาด ทวารหนักฉีกขาด เส้นประสาทที่ขาซ้ายได้รับอันตรายไม่อาจรักษาให้หายเป็นปกติและไม่สามารถเดินได้ ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.5 และ จ.19 ตามลำดับ โดยเด็กชายกีรติ์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รวม 4 ครั้ง ซึ่งโจทก์ทั้งสองต้องเสียหายใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลเด็กชายกีรติ์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 778,970.50 บาท ตามใบสรุปหน้างบรายการค่ารักษาพยาบาลเอกสารหมาย

จ.12 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และใบรับรองแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.19 แล้ว จะเห็นได้ว่า เด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บจากเหตุละเมิดดังกล่าว จำเป็นต้องผ่าตัดและเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โดยใบเสร็จรับเงินจำนวน 110 ฉบับ ตามใบสรุปหน้างบรายการค่ารักษาพยาบาลเอกสารหมาย จ.12 ออกโดยโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางส่วนเป็นใบเสร็จรับเงินค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่ออกโดยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและร้านค้าของเอกชน ซึ่งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบหักล้างรายการตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวว่าสูงเกินเหตุและไม่ตรงต่อความเป็นจริงหรือโจทก์ทั้งสองยังมิได้ชำระเงินให้แก่ผู้ออกใบเสร็จรับเงินแต่อย่างใด จึงต้องฟังตามพยานเอกสารหมาย

จ.12 ว่าเป็นค่ารักษาพยาบาลที่เป็นจริงและเหมาะสมกับความร้ายแรงแห่งสภาพการบาดเจ็บของเด็กชายกีรติ์ เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ออกใบเสร็จดังกล่าวไปแล้วจำเลยทั้งสองก็ต้องร่วมกันรับผิดใช้คืนค่ารักษาพยาบาลจำนวน 778,970.50 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าอุปกรณ์ช่วยเดิน ค่าอุปกรณ์ผ่าตัดท่อปัสสาวะ และค่าทำกายภาพบำบัดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสองสูงเกินควรและไม่ควรกำหนดเกิน 5 ปี นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีนายอภิสิทธิ์ ปัทมารัตน์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาเด็กชายกีรติ์ ระบุอาการของเด็กชายกีรติ์ในใบความเห็นแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.18 ว่า เด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บที่ขาข้างซ้าย

ทำให้ไม่สามารถงอหรือเหยียดเข่าได้ เป็นผลให้การยืนหรือการเดินผิดปกติ จำเป็นต้องรักษาโดยการใช้เครื่องมือช่วยพยุงข้อเข่าแบบปรับมุมองศาได้เพื่อช่วยในการยืนและเดิน ทั้งนี้โจทก์ทั้งสองยังมีนายชัยยุทธแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลเด็กชายกีรติ์เบิกความยืนยันว่า จากการที่เส้นประสาทขาซ้ายของเด็กชายกีรติ์ได้รับอันตรายมีผลทำให้เด็กชายกีรติ์ต้องพิการเดินไม่ได้ตลอดชีวิต ซึ่งทางการแพทย์ช่วยได้แต่เพียงการทำกายภาพบำบัด ด้วยการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าเพื่อมิให้กล้ามเนื้อขาลีบ นอกจากนี้เด็กชายกีรติ์ไม่สามารถที่จะขับถ่ายได้เอง โดยจะต้องใช้สายยางช่วยในการขับถ่าย การที่โจทก์ทั้งสองมีแพทย์ผู้ทำการชันสูตรบาดแผลและทำความเห็นตามหลักวิชาการเช่นนี้ จึงเชื่อได้ว่าเด็กชายกีรติ์ต้องทุพพลภาพเดินและขับถ่ายเองไม่ได้ตามปกติไปตลอดชีวิต ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งความเห็นของแพทย์เป็นอย่างอื่น

กรณีฟังได้ว่า เมื่อเด็กชายกีรติ์ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เด็กชายกีรติ์ยังต้องได้รับการรักษาโดยทางกายภาพบำบัดและต้องมาเปลี่ยนสายยางท่อปัสสาวะที่โรงพยาบาลเป็นระยะ ๆ ตามที่แพทย์กำหนด ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ตลอดชีวิตของเด็กชายกีรติ์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ทั้งสองได้รับชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวจนกระทั่งเด็กชายกีรติ์จะบรรลุนิติภาวะรวมเวลา 13 ปี ตามที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้อง จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แล้ว อีกทั้งที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าอุปกรณ์ช่วยเดินเป็นจำนวนเงิน 39,000 บาท ค่าอุปกรณ์ผ่าตัดท่อปัสสาวะเป็นจำนวนเงิน 156,000 บาท และมาตรฐานกลางของค่าอุปกรณ์การแพทย์และค่ารักษาพยาบาลตามที่โจทก์ทั้งสามชำระให้แก่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย

จ.12 แล้ว นับได้ว่าเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปมีว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าจ้างพยาบาลเฝ้าไข้และค่าพาหนะที่โจทก์ทั้งสองพาเด็กชายกีรติ์มารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นเหมาะสมและเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่มีใบเสร็จรับเงินมาแสดงและไม่มีรายละเอียดว่าได้จ่ายค่าจ้างและค่าพาหนะไปเท่าใดก็ตาม แต่การที่เด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก กระเพาะปัสสาวะและทวารหนักฉีกขาด ตลอดจนเส้นประสาทที่ขาซ้ายได้รับอันตรายจนไม่สามารถเดินได้ โดยแพทย์ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดหลายครั้งและผู้ป่วยยังต้องทำกายภาพบำบัดทั้งขณะอยู่ที่โรงพยาบาลและออกจากโรงพยาบาลแล้ว

อันมีความจำเป็นจะต้องมีผู้ดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากเด็กชายกีรติ์ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เชื่อได้ว่า โจทก์ทั้งสองต้องจ้างพยาบาลพิเศษคอยช่วยเหลือดูแลเด็กชายกีรติ์ขณะพักรักษาตัว และต้องว่าจ้างพาหนะรับส่งเด็กชายกีรติ์ไปและกลับจากโรงพยาบาลเมื่อแพทย์นัดทำการผ่าตัดเปลี่ยนท่อสายยางปัสสาวะและทำกายภาพบำบัดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าจ้างพยาบาลขณะที่เด็กชายกีรติ์พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 89 วัน โดยคิดคำนวณเทียบเคียงใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.12 ในอัตราวันละ 350 บาท ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งเป็นจำนวนเงิน 31,150 บาท และกำหนดค่าพาหนะในการพาเด็กชายกีรติ์มารักษาตัวและทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลในอัตราเดียวกับค่าจ้างพยาบาลเป็นเวลา 235 วัน

รวมเป็นจำนวนเงิน 82,250 บาท จึงพอสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่เด็กชายกีรติ์ต้องเป็นคนพิการ ไม่สามารถเดินและขับถ่ายได้ตามปกติ ถือได้ว่าเด็กชายกีรติ์ต้องสูญเสียความสามารถประกอบการงานในภายหน้าและทำลายความก้าวหน้าของเด็กชายกีรติ์ตลอดชีวิต โดยความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติก็คือความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบการงานสิ้นเชิงทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคตนั่นเอง เมื่อผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้เด็กชายกีรติ์ต้องทุพพลภาพไปตลอดชีวิต

โจทก์ทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง และความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นนี้ยังเข้ากรณีเป็นความเสียหายอันเป็นที่มาของความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสที่บังเกิดขึ้นกับเด็กชายกีรติ์ในขณะที่มีอายุได้เพียง 6 ปีเท่านั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ด้วย ค่าเสียหายดังกล่าวไม่ซ้ำซ้อนกันและไม่เป็นค่าเสียหายอย่างเดียวกัน ซึ่งค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้ชดใช้ทั้งสิ้น 6,900,000 บาท จึงนับเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่าค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองควรเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่า อัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้ศาลพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้น ตามอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงแห่งทุนทรัพย์ดังที่ระบุไว้ ด้วยทุนทรัพย์แห่งคดีนี้เป็นจำนวนเงิน 12,627,200.38 บาท ในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ทุกประเด็น ทั้งระยะเวลานับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำฟ้องคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีคือวันที่ 27 ธันวาคม 2543 รวมเวลา 1 ปีเศษ นับได้ว่าทนายความโจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติงานนานและใช้เวลามิใช่น้อย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความเป็นจำนวนเงิน 80,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนด จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สดศรี สัตยธรรม · จำรูญ แสนภักดี · สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้