Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6302/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์แต่งตั้งจำเลยเป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาพนักงานของจำเลยได้โอนหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 24,000 หุ้นของบริษัท ซ. ที่ผู้อื่นจองซื้อเข้าบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิด จำเลยได้แจ้งยอดทรัพย์คงเหลือให้โจทก์ทราบทุกเดือน ซึ่งโจทก์ย่อมทราบและสามารถตรวจสอบได้ว่ามีหลักทรัพย์ของโจทก์ขาดหายไปหรือไม่ หรือมีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้สั่งซื้อหรือจองซื้อไว้เพิ่มเข้ามาในบัญชีของโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์เห็นว่ามีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้ซื้อหรือสั่งจองซื้อไว้ โจทก์ชอบที่จะแจ้งให้จำเลยทราบเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด แต่โจทก์กลับขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป เป็นการส่อให้เห็นว่าโจทก์มิได้กระทำการโดยสุจริต การที่จำเลยขอให้โจทก์ซื้อหลักทรัพย์คืนแก่จำเลย และโจทก์ต้องซื้อมาในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายไป จึงเป็นผลจากความผิดของโจทก์เอง ที่โจทก์เรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2536 โจทก์มีอาชีพซื้อและขายหลักทรัพย์โดยเปิดบัญชีเงินสดเลขที่ 05171-3/ซี และบัญชีเงินกู้เลขที่ 05171-3/เอ็ม ไว้กับจำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นตัวแทนซื้อและขายหลักทรัพย์ให้แก่โจทก์ ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2537 โจทก์มีคำสั่งซื้อและขายหลักทรัพย์หลายครั้ง และด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย โดยจำเลยได้โอนหลักทรัพย์ของบริษัท เซมิคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (เอสวีไอ) จำนวน 24,000 หุ้น เข้าบัญชีเงินสดของโจทก์โดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ทำให้โจทก์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหลักทรัพย์ของโจทก์ที่โจทก์สั่งซื้อไว้เอง และได้สั่งขายไปเป็นเงินจำนวน 1,081,565 บาท

ต่อมาจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์โดยผิดพลาด หลักทรัพย์เป็นของบุคคลผู้มีชื่อ จึงขอให้โจทก์โอนหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนแก่จำเลย ต่อมาระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวกลับคืนมาเป็นเงินทั้งสิ้น 1,167,558.78 บาท เพื่อคืนแก่เจ้าของที่แท้จริง แต่โจทก์ไม่มีเงินสดชำระค่าหลักทรัพย์ดังกล่าว ต้องนำหลักทรัพย์อื่นของโจทก์ออกขายในราคาที่ขาดทุนจำนวน 200,000 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนมาในราคาแพงกว่าที่โจทก์ขาย ทำให้ขาดทุนเป็นเงิน 85,993.78 บาท และต้องนำหลักทรัพย์อื่นของโจทก์ไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนเจ้าของที่แท้จริง ทำให้โจทก์ขาดทุนอีก 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 285,993.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและแก้ไขฟ้องแย้งว่า นายพงศ์ ศิริเลิศพานิช ลูกค้าของจำเลยซึ่งมีบัญชีกับจำเลยเลขที่ 05371-9 ได้สั่งจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 24,000 หุ้น เป็นเงิน 240,000 บาท แต่พนักงานของจำเลยนำหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิดว่าเป็นบัญชีของนายพงศ์ ต่อมาโจทก์ได้สั่งให้จำเลยโอนและขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป ต่อมาจำเลยพบว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ จึงให้โจทก์โอนหลักทรัพย์หรือชดใช้เงินคืนแก่จำเลยเพื่อดำเนินการฝากเข้าบัญชีของนายพงศ์ลูกค้าที่ถูกต้องต่อไป โจทก์จึงสั่งให้จำเลยซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวจำนวน 24,000 หุ้น เป็นเงิน 1,167,558.78 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมคืนหลักทรัพย์ดังกล่าวให้จำเลยนำเข้าบัญชีของนายพงศ์

จำเลยจึงสั่งซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 1,131,000 บาท มาคืนให้แก่นายพงศ์ จากนั้นได้ติดต่อให้โจทก์ชำระเงินค่าหลักทรัพย์ที่จำเลยซื้อคืนแต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2538 คิดถึงวันที่ฟ้องแย้งเป็นเงิน 41,645.59 บาท คืนแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 1,172,645.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 1,131,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม จำเลยไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย โจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง เพราะเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากฝ่ายจำเลยทั้งหมดและค่าเสียหายมีเพียงไม่เกิน 1,000 บาท และจำเลยไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระเงิน 1,130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 นายพงศ์ ศิริเลิศพานิช สั่งให้จำเลยจองซื้อหลักทรัพย์เพิ่มทุนของบริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 24,000 หุ้น หลักจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแจ้งผลการจองซื้อหลักทรัพย์แล้ว จำเลยได้นำหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ได้โอนหลักทรัพย์ดังกล่าวจำนวน 10,000 หุ้น ไปยังบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) และในวันที่ 3 ถึงวันที่ 5 และวันที่ 9 มกราคม 2538 โจทก์ได้สั่งให้จำเลยขายหลักทรัพย์ดังกล่าวที่เหลือจนหมด หลังจากนั้นพนักงานของจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า

จำเลยโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิด ขอให้โจทก์โอนหลักทรัพย์ดังกล่าวให้จำเลยเพื่อคืนแก่นายพงศ์ ในวันที่ 3 วันที่ 6 และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์สั่งจำเลยให้ซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว 24,000 หุ้น ในราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์ขายไป แต่โจทก์ไม่ยอมโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว 24,000 หุ้น คืนให้นายพงศ์ไปแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ นางสาวเยาวลักษณ์ อร่ามทวีทอง พยานโจทก์เบิกความว่า ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ได้แจ้งผลการจองซื้อหลักทรัพย์ให้จำเลยทราบว่า นายพงศ์เป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่สั่งจองจำนวน 24,000 หุ้น หลังจากนั้นพนักงานของจำเลยได้บันทึกจำนวนหลักทรัพย์ดังกล่าวลงในบัญชีตามหมายเลขที่ระบุไว้ในใบจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน แต่หมายเลขบัญชีดังกล่าวเป็นหมายเลขบัญชีของโจทก์ หลักทรัพย์ดังกล่าวจึงอยู่ในบัญชีของโจทก์และจำเลยได้แจ้งไปยังโจทก์ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2537 และโจทก์เบิกความว่า จำเลยแจ้งยอดหลักทรัพย์คงเหลือให้โจทก์ทราบทุกเดือน ซึ่งโจทก์สามารถตรวจสอบได้ทุกสิ้นเดือน ถ้าหากหลักทรัพย์ของโจทก์ขาดไป โจทก์ก็สามารถโต้แย้งไปยังจำเลยได้ จากคำเบิกความของโจทก์และพยานโจทก์ดังกล่าว

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2537 แล้วว่า โจทก์มีหลักทรัพย์ของบริษัทเซมิคคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) อยู่ 24,000 หุ้น ในวันดังกล่าวโจทก์ก็ยอมรับแล้วว่าสามารถตรวจสอบได้ว่าหลักทรัพย์ของโจทก์ขาดหายไปหรือไม่ ในทำนองเดียวกันโจทก์ก็สามารถตรวจสอบได้ว่ามีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้ซื้อหรือสั่งจองซื้อไว้เพิ่มเข้ามาในบัญชีของโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์เห็นว่ามีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้ซื้อหรือสั่งจองซื้อไว้เข้ามาอยู่ในบัญชีของโจทก์ โจทก์ชอบที่จะแจ้งให้จำเลยทราบเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด แต่โจทก์กลับขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป เป็นการส่อให้เห็นว่าโจทก์มิได้กระทำไปโดยสุจริต

ดังนั้น การที่จำเลยขอให้โจทก์ซื้อหลักทรัพย์ที่โจทก์ขายไปเพื่อคืนให้แก่จำเลย และโจทก์ต้องซื้อมาในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายไป จึงเป็นผลที่เกิดจากความผิดของโจทก์เอง ที่โจทก์มาเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าการที่จำเลยนำหลักทรัพย์ของบุคคลอื่นมาไว้ในบัญชีของโจทก์โดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์หลงผิดและได้ขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป ภายหลังต้องซื้อมาคืนในราคาที่สูงขึ้นทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยนำหลักทรัพย์ของบุคคลอื่นมาไว้ในบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิด จำเลยแจ้งให้โจทก์คืนหลักทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยแต่โจทก์ไม่คืน จำเลยต้องซื้อหลักทรัพย์คืนเจ้าของที่แท้จริง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าหลักทรัพย์พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย เห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิม ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์ไม่ยอมคืนหลักทรัพย์แก่จำเลยจนจำเลยต้องซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริง โจทก์จึงต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต ยอดเณร · กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ · ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้