Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีหน้าที่ต้องกรอกรายการในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 20 แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นสำหรับให้เทศบาลเมืองจำเลยที่ 1 กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินเพื่อประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่จะต้องเสียเท่านั้น เมื่อใบแจ้งคำชี้ขาดไม่มีเหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจที่ชัดแจ้ง โจทก์ย่อมไม่ทราบเหตุผลในการทำคำชี้ขาดได้ ใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งคำชี้ขาดที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 20 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการค้าในนามห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขากาญจนบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 355/3 ถนนแสงชูโตใต้ ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2549 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ชำระค่าภาษีจำนวน 2,705,036 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2549 และได้ชำระค่าภาษีตามการประเมินไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 ต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 2 มีคำสั่งชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โดยให้โจทก์ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของจำเลยที่ 1 โจทก์เห็นว่า

การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากในปี 2547 จำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีสำหรับห้างสรรพสินค้าของโจทก์ จำนวน 13,668,292 บาท คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 1,708,536.50 บาท ในปี 2548 จำเลยที่ 1 ให้ประเมินค่ารายปีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นจำนวน 14,067,496 บาท คิดเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 1,758,437 บาท ซึ่งโจทก์ยอมรับและมิได้โต้แย้งการประเมิน แต่สำหรับปี 2549 จำเลยที่ 1 มิได้นำค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วคือปี 2548 มาใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่าภาษี เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โดยคิดค่ารายปีสำหรับห้างสรรพสินค้าของโจทก์จำนวน 21,640,288 บาท และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2,705,036 บาท ซึ่งสูงกว่าปี 2548 ถึง 946,599 บาท โดยไม่มีกฎหมาย

ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจในการประเมินภาษีเพิ่มสูงขึ้นถึงจำนวนดังกล่าวได้ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้แสดงเหตุผลว่าได้ใช้เหตุผลใดในการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีภาษี 2549 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนดังกล่าว และตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ที่จำเลยที่ 1 แจ้งมายังโจทก์เพื่อทำการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า จำเลยที่ 1 ประเมินค่าภาษีดังกล่าวโดยอาศัยเหตุผลใดมาประกอบการพิจารณา โจทก์ไม่อาจทราบเหตุผลแห่งการประเมินดังกล่าว ต่อมาตัวแทนของโจทก์ได้สอบถามจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงทราบว่า จำเลยที่ 1 นำเอารายได้จากค่าบริการพื้นที่ชั่วคราวที่โจทก์จัดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้พื้นที่ชั่วคราวในกิจกรรมประเภทต่าง

ๆ และนำรายได้จากส่วนแบ่งของการจำหน่ายอาหารที่โจทก์ได้รับจากผู้ประกอบกิจการร้านอาหารถือเป็นค่าเช่าทั้งที่รายได้ดังกล่าวไม่ใช่ค่าเช่า โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ จำเลยที่ 2 มีใบแจ้งคำชี้ขาดมาเพียงว่า คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีมติเห็นชอบในการคงอัตราค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินรายของโจทก์ไว้เท่าเดิม โดยไม่ได้อธิบายว่า เหตุใดจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจในการประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพิ่มจากปีที่ผ่านมา และจำเลยที่ 2 ใช้เหตุผลใดพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ประเมินโดยชอบแล้ว เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

พ.ศ.2539 พื้นที่ส่วนที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกใช้ชั่วคราวนั้นไม่ถือเป็นการให้เช่าพื้นที่ เพราะโจทก์มิได้ส่งมอบพื้นที่ให้แก่คู่สัญญา แต่โจทก์คิดค่าบริการโดยพิจารณาถึงบริการสาธารณูปโภคที่โจทก์จัดหาให้ ได้แก่ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าที่จอดรถ ค่าบริการรักษาความสะอาด และค่าบริการรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันระยะสั้นที่มิใช่เป็นการให้เช่า การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้นำค่าบริการดังกล่าวมาคิดเป็นค่าเช่าเพื่อประเมินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจากโจทก์จึงไม่ถูกต้อง อีกทั้งกรมสรรพากรมีคำสั่งที่ ป. 90/2542 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 81 (1) (ต)

การโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) และการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2542 กำหนดไว้ว่ารูปแบบในการทำสัญญาของโจทก์ไม่ถือเป็นการให้เช่าตามกฎหมายรายรับที่โจทก์ได้รับจึงมิใช่ค่าเช่าตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และการประเมินในพื้นที่ส่วนนี้เป็นการประเมินซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเอง เนื่องจากเป็นพื้นที่อยู่ในส่วนเดียวกับโรงเรือนที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเองด้วยซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ประเมินภาษีไว้แล้ว สำหรับในส่วนพื้นที่ศูนย์อาหารนั้นเป็นส่วนที่โจทก์ประกอบกิจการเอง โดยจัดให้บุคคลภายนอกเข้าปรุงอาหารจำหน่าย

โจทก์จะได้รับส่วนแบ่งของค่าอาหารที่แต่ละร้านค้าได้รับจากลูกค้าตามยอดขายนั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ทำการประเมินโดยนำรายได้ที่โจทก์ได้แบ่งผลประโยชน์จากร้านค่าแต่ละร้านค้ามาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณค่ารายปีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน และเป็นการประเมินซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการเอง ซึ่งได้มีการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไปแล้วด้วย รวมเป็นค่าภาษีสำหรับพื้นที่ที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกใช้ชั่วคราวกับพื้นที่ศูนย์อาหารทั้งสิ้นจำนวน 946,599 บาท ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยที่ 1 และค่าชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินที่เรียกเก็บจากโจทก์ เกินไปจำนวน 946,599 บาท ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเมื่อพ้น 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) สำหรับห้างสรรพสินค้าของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงรือนและที่ดินสำหรับทรัพย์สินรายการที่ 1 คือ ตัวอาคารทั้งหมดมีพื้นที่ 15,120 ตารางเมตร คิดเป็น 315 ห้อง (1 ห้อง พื้นที่ 48 ตารางเมตร) โดยหักพื้นที่ส่วนที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่าบูธใหญ่ บูธเล็ก และศูนย์อาหาร (ทรัพย์สินรายการที่ 2, 3 และ 4) ออกจากตัวอาคาร คงเหลือพื้นที่ 273 ห้อง คิดภาษีห้องละ 1,050 บาท โดยคำนวณเป็นกรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้ คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 2,293,200 บาท และค่าภาษีจำนวน 286,650 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 2 คือพื้นที่ส่วนที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่า (บูธใหญ่)

จำนวน 31 หน่วยคิดค่ารายปีตามจำนวนค่าเช่าที่โจทก์ได้ยื่นไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำนวน 9,547,664 บาท และค่าภาษีจำนวน 1,193,458 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 3 พื้นที่ที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่า (บูธเล็ก) จำนวน 29 หน่าย ซึ่งโจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่าขายสินค้าและให้บริการ จำเลยที่ 1 ได้คิดค่ารายปีจำนวน 4,629,400 บาท ค่าภาษีจำนวน 578,675 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 4 พื้นที่ศูนย์อาหารจำนวน 17 หน่วย ซึ่งโจทก์ได้แบ่งให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเข้ามาขายอาหารแต่โจทก์ ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดและข้อมูลเรื่องค่าเช่าในพื้นที่ส่วนนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้นำข้อมูลของรายได้ที่โจทก์ได้รับจากผู้ประกอบการขายอาหารซึ่งโจทก์ส่งมอบไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 มาประกอบการพิจารณากำหนดค่ารายปี และเห็นว่ารายได้ของโจทก์ที่เกิดขึ้นในส่วนพื้นที่ของศูนย์อาหารเป็นจำนวนเงินซึ่งสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง

ๆ จึงกำหนดค่ารายปี 3,408,904 บาท คิดเป็นค่าภาษีจำนวน 426,113 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 5 ลานจอดรถ พื้นที่ 28,752 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 1,725,120 บาท ค่าภาษีจำนวน 215,640 บาท และทรัพย์สินรายการที่ 6 สต๊อกเก็บสินค้าพื้นที่ 240 ตารางเมตร คิดเป็นค่ารายปีจำนวน 36,000 บาท ค่าภาษีจำนวน 4,500 บาท รวมเป็นค่ารายปีทั้งสิ้นจำนวน 21,640,288 บาท และค่าภาษีทั้งสิ้น 2,705,036 บาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ จำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดให้คงอัตราค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินไว้ตามการประเมินของจำเลยที่ 1 การประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ทรัพย์สินรายการที่ 3 พื้นที่ที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกเช่า (บูธเล็ก) นั้น จำเลยที่ 1 ได้ใช้หลักเกณฑ์ในการประเมินเช่นเดียวกับปีภาษี 2547 และ 2548 ที่ล่วงมาแล้ว เพราะเห็นว่ามีลักษณะเช่นเดียวกับการให้เช่า ซึ่งโจทก์ก็ยอมรับและมิได้แย้งการประเมินค่ารายปีและค่าภาษี แต่เนื่องจากปีภาษี 2548 โจทก์ได้ให้เช่าบูธเล็กจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีภาษี 2548 จำเลยที่ 1 ได้ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีเพิ่มขึ้นโดยพิจารณาจากข้อมูลและหลักฐานที่โจทก์ยื่นไว้ และได้มีการหักพื้นที่ส่วนนี้ออกจากพื้นที่รวมของห้างสรรพสินค้าของโจทก์แล้ว จึงมิใช่เป็นการประเมินซ้ำซ้อน สำหรับพื้นที่ศูนย์อาหารนั้น โจทก์ได้นำพื้นที่ดังกล่าวออกให้ผู้ประกอบการร้านอาหารดำเนินกิจการหลายราย โดยมีลักษณะเป็นการแบ่งพื้นที่ให้ใช้

พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า รายรับที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์ให้บุคคลภายนอกใช้พื้นที่ศูนย์อาหารนั้น ถือเป็นจำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ สามารถเทียบได้กับค่ารายปีและมีการหักพื้นที่ส่วนนี้ออกจากพื้นที่รวมของห้างสรรพสินค้าของโจทก์แล้วด้วย จึงไม่ใช่เป็นการประเมินภาษีซ้ำซ้อนเช่นเดียวกัน ส่วนคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 90/2542 เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 81 (1) (ต) การโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 77/1 (8) และ (9) และการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2542 นั้น เป็นเรื่องที่ใช้สำหรับกรณีจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก

ณ ที่จ่าย เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่อาจนำมาใช้แก่กรณีของโจทก์ได้ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่คำสั่งทางปกครองทั่วไปที่บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง ส่วนกรณีการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น กฎหมายกำหนดให้เจ้าของโรงเรือน และที่ดินต้องยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีไว้แล้ว ซึ่งเจ้าของโรงเรือนและที่ดินจะต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ค่าเช่า หรือประโยชน์ที่อาจคำนวณได้ เป็นเงินจากทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงทราบเหตุผลในการประเมินและค่าภาษีอยู่แล้ว ส่วนหนังสือแจ้งคำชี้ขาดก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งถือว่าเหตุผลในการออกคำชี้ขาดก็เป็นเรื่องที่โจทก์รู้อยู่แล้วเช่นเดียวกัน

หนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยที่ 1 และใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองไม่จำต้องคืนค่าภาษีให้แก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไปตามกฎหมาย จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติได้ว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ประจำปีภาษี 2549 สำหรับห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขากาญจนบุรี ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 3 ถึง 5 และเอกสารประกอบแผ่นที่ 6 ถึง 84 จำเลยที่ 1 ได้ทำการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ เป็นค่ารายปี 21,640,288 บาท และค่าภาษี 2,705,036 บาท จำเลยที่ 1 ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ทราบตามหนังสือที่ กจ.52002/1626 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2549 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 90 และไปแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 19 เลขที่ 16 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ตามเอกสารหมาย

ล.1 แผ่นที่ 91 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ตามคำร้องเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 92 และ 96 ถึง 98 คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ได้ประชุมแล้ว มีมติเห็นชอบในการคงอัตราค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์ประจำปี 2549 ตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามรายงานประชุมเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 101 ถึง 108 แผ่นที่ 109 และจำเลยที่ 2 มีหนังสือเรื่อง แจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและใบแจ้งคำชี้ขาดแก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 109 และ 110

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่าใบแจ้งคำชี้ขาดฉบับพิพาทชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องกรอกรายการในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 20 ก็ตามแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นสำหรับให้จำเลยที่ 1 กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินเพื่อประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่จะต้องเสียเท่านั้น เมื่อใบแจ้งคำชี้ขาดไม่มีเหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจที่ชัดแจ้ง โจทก์ย่อมไม่ทราบเหตุผลในการทำคำชี้ขาดได้

ใบแจ้งคำชี้ขาดจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติราชการทางปกครอง แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบในรูปแบบของใบแจ้งคำชี้ขาดที่ต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องจัดให้มีเหตุผลและแจ้งให้โจทก์ทราบต่อไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการแจ้งตามใบแจ้งคำชี้ขาดและให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 946,599 บาท ตามที่โจทก์ขอ ภายใน 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษาเป็นที่สุด จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พันวะสา บัวทอง · องอาจ โรจนสุพจน์ · ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3542/2551

ใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ เป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลและมีผลกระทบต่อสถานภาพขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3683/2565

พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมของโจทก์ตามแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม (แบบ ภษ.01-44) สอดคล้องกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8941/2560

โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (3) จะต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2560 (เลขอ้างอิง 621177)

จำเลยมีหนังสือแจ้งระงับการออกใบอนุญาตส่งออกข้าวไปนอกราชอาณาจักรให้แก่บริษัท ร. โดยอ้างกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.25…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่อ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้