Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6286/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ไม่ได้มาให้ถ้อยคำยินยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินทั้งมิได้มอบอำนาจให้ บ. ซึ่งเป็นภริยาไปให้ถ้อยคำยินยอมแทนในการที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาท การกระทำของ บ. ไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้นำทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทั้งหมดมาให้ถ้อยคำยินยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การจดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทคนอื่น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81และกฎกระทรวง ฉบับที่ 24(พ.ศ. 2516) การจดทะเบียนรับมรดกคงสมบูรณ์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 สิทธิครอบครองที่ดินที่จะมีการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ต้องเป็นของผู้อื่นหาได้หมายถึงที่ดินที่ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเองไม่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อสู้ว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และมีสิทธิครอบครองแล้วจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมากกับนางผัน ทรวงดอน นายมากถึงแก่กรรมไปนานแล้ว ส่วนนางผันถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2525 ขณะถึงแก่กรรมนางผันมีทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดแก่ทายาทคือที่ดิน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 559 และเลขที่ 661 หลังจากนางผันถึงแก่กรรมโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันครอบครองที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาจำเลยที่ 1ไปขอรับมรดกและจดทะเบียนรับมรดกที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมและในวันเดียวกันนั้นเองจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจำเลยทั้งสามทราบอยู่แล้วว่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต

ดังนั้น นิติกรรมจดทะเบียนรับมรดกและนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติกรรมที่ฉ้อฉลตกเป็นโมฆะไม่มีผลตามกฎหมาย ต่อมาที่ดินตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 559 และเลขที่ 661 จึงเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 34163และ 23744 โดยออกโฉนดเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินอย่างแท้จริง ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 559 และเลขที่ 661 เป็นมรดกของนางผัน ทรวงดอน ให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1จดทะเบียนรับมรดกที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 559 และเลขที่ 661นั้นเสีย และเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 559 และเลขที่ 661 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 34163 และเลขที่ 23744 แล้วให้ใส่ชื่อนางผัน

ทรวงดอนในโฉนดแทนจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3ซื้อที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตจดทะเบียนซื้อขายกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงให้แก่จำเลยที่ 2 เข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 1 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย ทายาทของนางผันซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วยร่วมรู้เห็น จำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าที่ดินแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกทุกคนแล้ว ต่อมาที่ดินพิพาทมีราคาสูงขึ้น โจทก์ต้องการที่ดินคืนจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ตั้งแต่ปลายปี 2526 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกโฉนดที่ดินโดยชอบตามกฎหมายไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการทำนิติกรรมและเพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ออกจากโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 559และเลขที่ 661 ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาและให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และให้ใส่ชื่อนางผัน

ทรวงดอน เจ้ามรดกเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินเลขที่ 34163 และเลขที่ 23744 ตำบลโคกไทยอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมากกับนางผัน ทรวงดอนมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 7 คน นายมากถึงแก่กรรมไปนานแล้ว นางผันถึงแก่กรรมเมื่อปี 2525 นางผันมีมรดกคือ ที่ดินพิพาท 2 แปลง ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 559 และเลขที่ 661 ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง

มาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาปี 2532 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงไปออกโฉนดที่ดินซึ่งทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 34163 สำหรับ น.ส.3 ก. เลขที่ 559 และโฉนดที่ดินเลขที่ 23744 สำหรับ น.ส.3 ก. เลขที่ 661

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ในปัญหาดังกล่าวโจทก์เบิกความว่าขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาท 2 แปลงของนางผันมาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2526 นั้น โจทก์มิได้ให้ความยินยอมเพราะขณะนั้นโจทก์อยู่ที่ประเทศซาอุดีอารเบีย โจทก์เพิ่งกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2527 สำหรับทายาทคนอื่นก็ไม่มีใครให้ความยินยอมเช่นกัน นางสี ชมดอน ทายาทคนหนึ่งใน 7 คน มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าไม่เคยให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนรับมรดกแต่ผู้เดียว

ส่วนจำเลยที่ 2และที่ 3 มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 นายบุญนาค สุริยะชวานนท์ และนายยอด ทุมทอง เป็นพยานเบิกความว่า ทายาททุกคนมาให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยินยอมให้จำเลยที่ 1 รับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงของนางผันเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว เว้นแต่โจทก์ซึ่งขณะนั้นอยู่ต่างประเทศแต่นางบูดภรรยาของโจทก์มาแทนและไม่คัดค้าน เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81และกฎกระทรวง ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2516) บัญญัติเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางมรดกในกรณีที่มีทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกหลายคนและทายาทบางคนขอจดทะเบียนรับมรดกทั้งหมดผู้ขอจดต้องแสดงบัญชีเครือญาติทุกคนและนำทายาทตามบัญชีเครือญาติทุกคนมาให้ถ้อยคำยินยอมหรือนำหลักฐานการไม่รับมรดกของทายาทดังกล่าวมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดเวลาที่ประกาศ

สำหรับกรณีของโจทก์ฟังได้ว่าขณะจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงนั้นโจทก์อยู่ที่ประเทศซาอุดีอารเบีย จึงเชื่อได้ว่าโจทก์ไม่ได้มาให้ถ้อยคำยินยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัยส่วนที่นางบูดภรรยาของโจทก์ไปแทนและไม่ได้คัดค้านก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือมอบอำนาจให้นางบูดไปให้ถ้อยคำยินยอมแทนโจทก์นางบูดมิใช่ตัวแทนของโจทก์ การกระทำของนางบูดไม่ผูกพันโจทก์จึงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ยินยอมให้จำเลยที่ 1 รับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว นอกจากนี้นางสีซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางผันอีกคนหนึ่งในจำนวนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 7 คน

ก็ไม่ได้ให้ถ้อยคำยินยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัยเช่นกันอนึ่งก่อนสืบพยานคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้ออกคำสั่งเรียกเรื่องราวการจดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงของนางผันมาเป็นของจำเลยที่ 1 จากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาสาขาปักธงชัย ตามคำขอของโจทก์แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย อ้างว่าหาเรื่องราวไม่พบ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้นับว่ามีพิรุธ ที่พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าทายาททุกคนของนางผันไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาปักธงชัย ยินยอมให้จำเลยที่ 1 รับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง แต่ผู้เดียวแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีทายาทคนใดมาเบิกความสนับสนุนหรือมีบันทึกให้ถ้อยคำหรือมีหลักฐานการไม่รับมรดกของทายาทอื่นมาแสดง

พยานจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในการจดทะเบียนรับมรดกดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้นำทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกอีก 6 คน มาให้ถ้อยคำยินยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ การจดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงของจำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทคนอื่นอีก 5 คน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81และกฎกระทรวง ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2516) ไม่มีผลให้จำเลยที่ 1ได้กรรมสิทธิ์ในมรดกที่ดินพิพาททั้งหมดแต่ผู้เดียว การจดทะเบียนรับมรดกคงสมบูรณ์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงเพียง 1 ส่วน ใน 7 ส่วนเท่านั้นจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิโอนขายมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนเพียง 1 ส่วนใน 7 ส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่ไม่มีสิทธิโอนขายในส่วนของโจทก์และทายาทอื่นอีก 5 คน

กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงอีก6 ส่วนใน 7 ส่วนยังเป็นมรดกของนางผันอยู่ จำเลยที่ 2 และที่ 3คงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงเพียง 1 ส่วนใน 7 ส่วนเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้นเป็นบางส่วนส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปลายปี 2526 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ฟ้องเรียกคืนภายในกำหนด 1 ปีนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 พอแปลได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงเป็นมรดกของมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1 เมื่อมารดาโจทก์และจำเลยที่ 1ถึงแก่กรรม

โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาจำเลยทั้งสามสมคบกันให้จำเลยที่ 1ไปขอรับมรดกแต่ผู้เดียวโดยโจทก์ไม่ยินยอม แล้วจำเลยที่ 1ทำนิติกรรมขายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในวันเดียวกัน ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการรับมรดกและการขายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงจากจำเลยที่ 1โดยสุจริต จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ครอบครองมาเกิน 1 ปีแล้วจึงได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายใน 1 ปี จึงขาดอายุความ อันเป็นการอ้างเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือแย่งการครอบครอง แต่การแย่งการครอบครองตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้นที่ดินต้องเป็นสิทธิครอบครองของผู้อื่นหาได้หมายถึงที่ดินที่ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเองไม่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกเหตุต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ซื้อที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต จำเลยที่ 2และที่ 3 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงแล้วจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครองตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 559 และเลขที่ 661 ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาและให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2526 เฉพาะกรรมสิทธิ์ส่วนของโจทก์และทายาทอื่นจำนวน 6 ส่วนใน 7 ส่วน เว้นแต่กรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 1 ส่วนใน 7 ส่วน และให้ใส่ชื่อนางผัน ทรวงดอนกับชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในโฉนดที่ดินเลขที่ 34163 และเลขที่ 23744 ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัยจังหวัดนครราชสีมา โดยให้นางผันถือกรรมสิทธิ์รวม 6 ส่วนใน 7 ส่วน และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ส่วนใน 7 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุสิต เพชรปลูก · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ทวีชัย เจริญบัณฑิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้