Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 627/2498

พ.ศ. 2498 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความหมายของคำว่า 'เคหะ'ตามมาตรา 3 ก็คือ'สิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย' ส่วนบทบัญญัติต่อไปที่ว่า 'โดยไม่คำนึงว่าจะใช้เป็นที่ที่ประกอบธุรกิจการค้าหรืออุตสาหกรรมด้วยเป็นส่วนประธานหรืออุปกรณ์' นั้นเป็นแต่ขยายความแห่งบทบัญญัติตอนต้นเท่านั้นแต่ส่วนสำคัญอยู่ที่ว่า 'สิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย' และโดยที่พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับเรื่องการเช่าฉะนั้นการที่จะวินิจฉัยสิ่งปลูกสร้างใดที่มีการเช่าจะเข้าอยู่ในความคุ้มครองของพระราชบัญญัติหรือไม่จึงจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงเจตนาของคู่สัญญาด้วยว่าจะใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอยู่อาศัยหรือเพื่อการอื่นใดจึงวางหลักไว้ว่าการที่จะวินิจฉัยว่าสิ่งปลูกสร้างใดเป็น 'เคหะ'ตามความหมายแห่ง พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าหรือไม่นั้น จำต้องคำนึงถึงเจตนาในเวลาเช่า สภาพและทำเลที่ตั้งของสถานที่เช่าและเหตุผลแวดล้อมอย่างที่เป็นข้อประกอบด้วย มาตรา13นั้นเป็นเรื่องกฎหมายกำหนดเกณฑ์ที่จะขึ้นค่าเช่าสำหรับเคหะที่ใช้อย่างใดเท่านั้น เมื่อสัญญาใดไม่มีข้อความระบุถึงผู้ใด ผู้นั้นก็ไม่มีทางจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้นได้ เช่าห้องไว้เป็นที่เก็บสัมภาระและเป็นห้องนอนของเด็กที่คอยเติมน้ำมันในร้านขายน้ำมันของผู้เช่า ซึ่งอยู่หน้าห้องเช่าและเปิดเข้าออกถึงกันได้ ดังนี้ถือได้ว่าเช่าห้องไว้ก็เพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับการค้าของผู้เช่าจึงไม่เป็นเคหะ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2490 มาตรา 3 พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าในภาวะคับขัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2490 มาตรา 13 ป.พ.พ. มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวเลขที่ 650, 652, 654 ถนนสี่พระยาจังหวัดพระนคร ตั้งอยู่ในทำเลการค้า จำเลยเช่าเพื่อการค้าอัตราค่าเช่ารวมทั้งหมดเดือนละ 120 บาท จำเลยค้างค่าเช่า 7 เดือนเป็นเงิน 840 บาท และจำเลยได้ให้ผู้อื่นเช่าช่วงตึกพิพาทโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและขอให้จำเลยออก จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากตึกที่เช่าและให้ใช้ค่าเช่าที่ค้าง 840 บาท ฯลฯจำเลยต่อสู้ว่าโจทก์จะเป็นเจ้าของตึกหรือไม่ ๆ รับรองตึกแถวพิพาทไม่ได้ตั้งอยู่ในทำเลการค้า จำเลยเช่าจากนางสายเพื่ออยู่อาศัย หากจะมีการค้าบ้างก็เป็นเพียงอุปกรณ์ จำเลยไม่ผิดนัดชำระค่าเช่า จำเลยไม่ได้ให้เช่าช่วง จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ นางสายเจ้าของตึกมีสัญญากับบริษัทน้ำมันตราหอยและจำเลยซึ่งบังคับให้นางสายให้โอกาสแก่บริษัทและจำเลยก่อนเมื่อประสงค์จะขาย จำเลยได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์แห่งสัญญาดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่านางสายได้ให้โอกาสเช่นนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยไม่ได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าตึกพิพาทตั้งอยู่ในย่านการค้า จำเลยประกอบธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ ส่วนสัญญาที่บริษัทน้ำมันทำไว้กับผู้ให้เช่าเดิมนั้นไม่ผูกมัดโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าได้พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องเช่าเลขที่ 650, 652, 654 แล้วให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง 840 บาท กับค่าเสียหายเดือนละ 120 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่เช่าจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าสำหรับห้องเลขที่ 654 นั้นอยู่ต่างหากจากห้องเลขที่ 650และ 652 เพราะอยู่ในตรอกข้างห้องเลขที่ 652 ซึ่งมีทางเข้าออกทางตรอกนี้ได้ สำมะโนครัวก็แยกห้องนี้เป็นห้องหนึ่งและเป็นที่อยู่อาศัยมาแต่ครั้ง 20 ปีมานี้ไม่เป็นอุปกรณ์ของห้องเลขที่ 650, 652 เพราะเป็นห้องหนึ่งโดยเฉพาะ จึงเป็นเคหะได้รับความคุ้มครองฯ

พิพากษาแก้ว่าสำหรับห้องเลขที่ 654 โจทก์จะขับไล่ไม่ได้ ฯลฯ นอกนั้นยืนโจทก์และจำเลยฎีกาจำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมาย 2 ข้อ คือ1. ในการที่จะวินิจฉัยว่าสิ่งปลูกสร้างใดเป็น "เคหะ" หรือไม่นั้น พระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ ฉบับที่ 2 มาตรา 3 ไม่ได้มีบทบัญญัติให้คำนึงถึงเจตนาในการเช่าสภาพของสถานที่เช่า ทำเลที่ตั้งของสถานที่เช่าและเหตุผลแวดล้อมอย่างอื่น ดังนั้นจะไปหยิบยกเอาเหตุเหล่านี้มาประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดว่าสถานที่เช่าเป็น"เคหะ" หรือไม่ จึงเป็นการใช้กฎหมายนอกตัวบทกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าความหมายอันสำคัญของคำว่า "เคหะ" ตามมาตรา 3 ก็คือ"สิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย" ส่วนบทบัญญัติต่อไปที่ว่า"โดยไม่คำนึงว่าจะใช้เป็นที่ประกอบธุรกิจการค้าหรืออุตสาหกรรมด้วยเป็นส่วนประธานหรืออุปกรณ์" นั้น จะเห็นได้ว่าเป็นแต่ขยายความแห่งบทบัญญัติตอนต้นเท่านั้น แต่ส่วนสำคัญก็คงอยู่ที่ว่า"สิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย" และโดยพระราชบัญญัติฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องการเช่า ฉะนั้นการที่จะวินิจฉัยสิ่งปลูกสร้างใดที่มีการเช่าจะเข้าอยู่ในความคุ้มครองของพระราชบัญญัติหรือไม่จึงจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงเจตนาของคู่สัญญาด้วยว่าจะใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอยู่อาศัยหรือเพื่อการอื่นใด มิใช่สักแต่ว่าถ้าผู้เช่าเข้าไปอยู่อาศัยในทรัพย์สินที่เช่าแล้วจะทำให้การเช่าตกอยู่ในความคุ้มครองของพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าทุกกรณีไปก็หามิได้

เพราะสิ่งปลูกสร้างบางอย่างย่อมไม่ใช่สำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยฉะนั้นศาลฎีกาจึงได้วางหลักไว้ว่าการที่จะวินิจฉัยว่าสิ่งปลูกสร้างใดเป็น "เคหะ" ตามความหมายแห่งพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ หรือไม่นั้น จำต้องคำนึงถึงเจตนาในเวลาเช่า สภาพและทำเลที่ตั้งของสถานที่เช่าและเหตุผลแวดล้อมอย่างอื่นเป็นข้อประกอบด้วย ทั้งนี้เป็นการตีความตามตัวบทกฎหมายอย่างตรงไปตรงมานั่นเอง หาใช่เป็นการใช้กฎหมายนอกตัวบทกฎหมายไม่จำเลยเถียงอีกข้อหนึ่งว่า ในมาตรา 13 คณะกรรมการมีอำนาจให้ขึ้นค่าเช่าได้ในกรณีสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยและสำหรับใช้อย่างอื่น ฉะนั้นการเช่าสำหรับใช้อย่างอื่นเช่นการเช่าเพื่อประกอบการค้าก็ย่อมอยู่ในความคุ้มครองของพระราชบัญญัตินี้ทั้งสิ้น

เห็นว่ามาตรา 13 เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดเกณฑ์ที่จะขึ้นค่าเช่าสำหรับเคหะที่ใช้ประโยชน์อย่างใดเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เคยวางหลักเลยไปถึงว่าสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นนั้นจะเป็นเคหะไม่ได้เสมอไป กรณีอาจมีได้สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นด้วยจึงเห็นได้ว่า มาตรา 13 บัญญัติขึ้นสำหรับนำมาใช้ในกรณีที่กล่าวนี้ฎีกาของจำเลยที่เกี่ยวกับสัญญาที่บริษัทน้ำมันตราหอยทำไว้กับผู้ให้เช่าเดิมซึ่งมีข้อความว่า ถ้าเจ้าของที่มีความประสงค์จะขายสถานที่ที่ตั้งน้ำมันจะต้องให้โอกาสแก่บริษัทที่จะเลือกรับซื้อไว้ได้ก่อนผู้อื่นนั้น เห็นว่าในสัญญามิได้มีข้อความระบุถึงจำเลยแต่อย่างใดเลย จำเลยไม่มีทางจะถือเอาประโยชน์แห่งสัญญานั้นเลย และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยได้เคยชำระค่าเช่าตึกพิพาทให้แก่โจทก์แล้วจะมาเถียงว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับจำเลยไม่ได้ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่าห้องเลขที่ 654 หาควรถือเป็นเคหะอันควรได้รับความคุ้มครองไม่นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าห้องนี้ตอนหลังเปิดเข้าออกถึงอีก 2 ห้องที่จำเลยทำการค้าน้ำมันได้ แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่านอกจากตึกแถวสามห้องที่จำเลยเช่าจากโจทก์แล้วจำเลยยังได้เช่าตึกอีกสองหลังติดกับห้องพิพาทนี้จัดตั้งเป็นคลีนิคชั้นบนให้ลูกหลานอยู่ เห็นว่าห้องเลขที่ 654 นี้จำเลยเช่าเพื่อเป็นอุปกรณ์สำหรับการค้าของจำเลย ไม่ใช่ "เคหะ" ตามความหมายของพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประวัติ ปัตตพงศ์ · ศิลปสิทธิวินิจฉัย · ประศาสน์วินิจฉัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2568

การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/3 และข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ระบุไว้ทำนองเดียวกันว่า ให้ส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุมเพื่อให้มีการแจ้งให้เจ้าของร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2568

เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2567

คำร้องของโจทก์ที่ 1 มีคำขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันคดีใด เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567

ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 เป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้