Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2526 (เลขอ้างอิง 62544)

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยว่า คำร้องคัดค้านใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรในทำนองดูหมิ่นศาลว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและเป็นถ้อยคำฟุ่มเฟือย จึงให้คืนกลับไปทำมาใหม่ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นไม่รับคำคัดค้าน เมื่อจำเลยมิได้ทำคำร้องโต้แย้งเข้ามาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งที่ให้งดสืบพยาน คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2533จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ7,730 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม2542 จำเลยมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2542 โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายและโจทก์ไม่ได้กระทำผิด โจทก์ทำงานติดต่อกันมาครบ 9 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน เป็นเงิน 61,840 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34 วัน เป็นเงิน 8,760 บาท ระหว่างทำงานจำเลยหักเงินของโจทก์เดือนละ 100 บาท และจำเลยจ่ายเงินของจำเลยจำนวนเท่ากันสมทบให้นับแต่เดือนสิงหาคม 2540 และจะจ่ายให้โจทก์เมื่อสิ้นสุดการทำงาน

นับถึงเดือนเมษายน 2542 จำเลยหักเงินโจทก์จำนวน 2,200 บาท และจำเลยสมทบให้ 2,200 บาท รวมเป็นเงิน4,400 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,160 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน61,840 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ขาดงานบ่อย ๆ และเขียนใบลาย้อนหลัง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2541 โจทก์หยุดงานโดยไม่แจ้งเหตุการลา จำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือ โจทก์ยอมรับและลงชื่อรับทราบแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2542 โจทก์ไม่มาปฏิบัติงานโดยไม่ได้แจ้งเหตุการลาป่วยวันที่ 28 เมษายน 2542 โจทก์มาเขียนใบลาขอลาป่วยตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 26พฤษภาคม 2542 รวม 30 วัน เป็นการทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งกำหนดว่าพนักงานที่ลาป่วยจะต้องแจ้งให้จำเลยทราบในวันเริ่มต้นหยุดงานโดยโทรศัพท์หรือฝากให้เพื่อนร่วมงานแจ้ง เป็นการทำผิดซ้ำคำเตือน

ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคมถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 โจทก์ลาป่วยรวม 49 วัน ผิดระเบียบการลาที่ให้สิทธิพนักงานลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงานปกติได้ปีละไม่เกิน 30 วัน นอกจากนั้นโจทก์มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพโดยเมื่อกลางปี 2541 โจทก์ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้แพทย์มีความเห็นว่าโจทก์ควรทำงานในสถานที่ไม่ต้องสัมผัสกับสีเพื่อหลีกเลี่ยงอาการระคายเคืองและอาการแพ้ จำเลยจึงย้ายโจทก์ไปทำงานที่แผนกสโตร์ ต่อมาวันที่ 19 มกราคม ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ลาป่วยเข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่ง เมื่อโจทก์กลับมาทำงานโจทก์มีปัญหากับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานบ่อย ๆ จำเลยจึงให้โจทก์ไปปฏิบัติงานในแผนกหลอมทองเหลือง โจทก์ทำงานในวันที่ 26 เมษายน 2542 ได้เพียงวันเดียวก็ขาดงานโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ

ต่อมาวันที่ 28 เมษายน2542 โจทก์มาเขียนใบลาป่วยดังกล่าวข้างต้นโดยอ้างว่าปอดอักเสบ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยมีระเบียบจ่ายเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างลาออกแต่โจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการลา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินสมทบจากจำเลย โจทก์คงมีสิทธิได้รับเงินสะสมของโจทก์จำนวน 2,200 บาท คืนเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 75,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,160 บาท นับแต่วันฟ้องอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 61,840 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.1 ว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226บัญญัติว่า "ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228(1) .....(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้" จำเลยจึงต้องโต้แย้งคำสั่งได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. 2522 มาตรา 31, 54คดีนี้ภายหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยแล้ว จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 โต้แย้งคำสั่งศาลแรงงานกลางศาลแรงงานกลางมีคำสั่งคำร้องของจำเลยว่า คำร้องคัดค้านของจำเลยใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรในทำนองดูหมิ่นศาลว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยทำให้จำเลยไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและเป็นถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยจึงให้คืนกลับไปทำมาใหม่ภายใน 7 วันมิฉะนั้นไม่รับคำคัดค้าน ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วจำเลยมิได้ทำคำร้องโต้แย้งเข้ามาใหม่ตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางจึงต้องถือว่าจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลย คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้ตามบทบัญญัติที่กล่าวแล้วข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.2 มีว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า การที่โจทก์ไม่ได้ไปทำงานในวันที่ 27 เมษายน 2542ก็เพราะโจทก์ป่วยต้องไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลราชวิถีซึ่งแพทย์หญิงอรพรรณ์เมธาดิลกกุล แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ได้ออกใบรับรองแพทย์ว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นในควันจากการทำงาน ให้ป้องกันตนเองจากฝุ่น ควัน และฝุ่นในควัน และให้เว้นจากบริเวณที่มีการยิงทรายเพราะอันตรายต่อปอด ให้พักรักษาตัว 4 สัปดาห์ นับจากวันนี้ โจทก์จึงไม่อาจแจ้งให้จำเลยทราบได้ในกำหนดเวลา 2 ชั่วโมงแรกในวันที่ไม่ไปทำงาน และเมื่อโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจแล้ว วันรุ่งขึ้นโจทก์ก็ได้มาที่บริษัท จำเลยและเขียนใบลาป่วยด้วยตนเองทันที ถือได้ว่าได้แจ้งการหยุดโดยเร็วที่สุดตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว ดังนั้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า วันที่ 27เมษายน 2542 โจทก์ได้ขาดงานโดยไม่แจ้งสาเหตุการลาให้จำเลยทราบโดยปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่าโจทก์สามารถแจ้งเหตุการลาให้จำเลยทราบได้หลายวิธีโดยจะแจ้งเหตุการลาทางโทรศัพท์หรือฝากเพื่อนร่วมงานมาลาแทนก็ได้ แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการลาของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.3 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ต่อเนื่องจากอุทธรณ์ข้อ 5.2 ที่ว่าโจทก์ไม่แจ้งการลาให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถือว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะการลงโทษทางวินัย

โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ด้วยเช่นกันปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.4 มีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินหักสะสมและเงินสมทบจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์จึงมิได้ถูกเลิกจ้างเพราะการลงโทษทางวินัยดังที่จำเลยอุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายเงินสมทบให้แก่โจทก์ตามฟ้อง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้