Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนปี2530จำเลยที่1ไม่เคยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าหรือที่เรียกว่าสิทธิหน้าท่าเรือบรรทุกสินค้าที่เข้ามาขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพฯในขณะนั้นหากมีปั้นจั่นประจำเรือก็จะใช้ปั้นจั่นของตนยกตู้สินค้าหากเรือลำใดไม่มีหรือมีไม่เพียงพอก็จะใช้ปั้นจั่นของจำเลยที่1หรือของเอกชนซึ่งได้รับอนุญาตจากจำเลยที่1ให้เข้าไปรับจ้างยกตู้สินค้าโดยเสียค่าธรรมเนียมการเข้าออกด้วยต่อมาจำเลยที่1มีนโยบายที่จะริเริ่มประกาศสิทธิหน้าท่าจึงได้สั่งซื้อปั้นจั่นเคลื่อนที่ชนิดเดินบนรางจำนวน6คัน จากประเทศยูโกสลาเวีย กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จภายใน520วันได้มีบริษัทเอกชนมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอขอเข้าทำการการรับจ้างขนถ่ายตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าในช่วงเวลาที่รอการติดตั้งปั้นจั่นของจำเลยที่1ดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงส่งเรื่องให้จำเลยที่1พิจารณาจำเลยที่1ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาตรวจวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียแล้วเห็นชอบให้มีการประกาศสิทธิหน้าที่โดยให้เอกชนเข้ามารับจ้างเหมาขนถ่ายตู้สินค้าครั้งวันที่26พฤศจิกายน2530โจทก์กับจำเลยที่1จึงได้ทำสัญญาจ้างเหมายกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือณท่าเรือกรุงเทพฯโดยใช้ปั้นจั่นเคลื่อนที่เริ่มลงมือทำงานภายใน90วันนับแต่วันทำสัญญาเมื่อโจทก์เริ่มปฏิบัติงานก็มีสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯได้ร้องเรียนต่อจำเลยที่1รัฐบาลและคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนว่าการที่จำเลยที่1ประกาศสิทธิหน้าท่าและจ้างเหมาให้โจทก์ยกตู้สินค้านั้นทำให้ตู้สินค้าแออัดที่หน้าท่าความสามารถในการยกตู้สินค้าของโจทก์ไม่เพียงพอชมรมเดินเรือต่างประเทศจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความคับคั่งที่ท่าเรือกรุงเทพฯอันจะนำความเสียหายทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศชาติกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือสั่งการให้จำเลยที่1พิจารณาหาทางยกเลิกสัญญาที่ทำกับโจทก์และให้จำเลยที่1พิจารณาอนุญาตให้เรือบรรทุกสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกสินค้าขั้นลงได้ต่อมาวันที่31พฤษภาคม2531จำเลยที่1ได้ประกาศสิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าอนุญาตให้เรือสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกสินค้าขึ้นลงในบริเวณหน้าท่าเรือกรุงเทพฯได้เมื่อได้เสียค่าธรรมเนียมให้แก่จำเลยที่1ในอัตราร้อยละ25ของค่าธรรมเนียมการใช้ปั้นจั่นยกสินค้าของจำเลยที่1แล้วดังนี้สิทธิหน้าที่จำเลยที่1ประกาศไว้แต่แรกโดยพื้นฐานของสิทธิจำเลยที่1ซึ่งเป็นผู้ทรงเอกสิทธิดังกล่าวย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้เสมอและต้องสันนิษฐานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา6ว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยที่1กระทำการโดยไม่สุจริตมีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อกล่าวอ้างเช่นนั้นแต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎในทางพิจารณาได้ความว่าการประกาศสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่1เป็นเหตุโดยตรงก่อให้เกิดข้อท้วงติงและร้องเรียนจากบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะก่อปัญหาให้เกิดผลเสียหายเป็นการล่วงหน้าแล้วที่โจทก์อ้างว่าเป็นพฤติการณ์วางแผนต่อต้านเพื่อล้มการประกาศสิทธิหน้าท่าโดยไม่สุจริตแต่จากเอกสารหมายจ.60ซึ่งเป็นหนังสือของบรรดาเจ้าของเรือขออนุญาตจำเลยที่2ใช้ปั้นจั่นของเรือทำการขนถ่ายสินค้าเองรวม105ฉบับด้วยเหตุขัดข้องล่าช้าอันเกิดจากการทำงานของโจทก์ที่สืบเนื่องจากการประกาศเอกสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่1ทั้งสิ้นและยังปรากฎตามเอกสารหมายล.26ถึงล.51อันเป็นใบเสร็จรับเงินค่าจ้างของโจทก์จากจำเลยและบันทึกรายงานการตรวจการจ้างของบริษัทโจทก์ปรากฎว่าโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานถูกต้องครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามสัญญาจ้างเอกสารหมายจ.20ข้อ16,17และ18ต้องถูกหักเงินค่าจ้างเป็นค่าปรับและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยที่1ตั้งแต่วันเริ่มสัญญาคือวันที่25กุมภาพันธ์2531ตลอดมาจนถึงสิ้นเดือนมกราคม2532เป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่าการประกาศสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่1และความล่าช้าในการทำงานของโจทก์ได้ก่อให้เกิดความแออัดคับคั่งที่หน้าท่าเป็นผลเสียหายดังที่ได้มีการร้องเรียนก่อนหน้านั้นจริงการร้องเรียนต่อต้านล่วงหน้าของบรรดาผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวจึงเป็นการคาดการณ์โดยสุจริตและถูกต้องตามความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องให้แก้ไขซึ่งปรากฎรายละเอียดตามบันทึกรายงานการประชุมเรื่องการแก้ไขปัญหาจากการประกาศเอกสิทธิหน้าท่าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยวันที่13พฤษภาคม2531มีการแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลตลอดจนผลเสียหายที่เกิดแก่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทุกแง่มุมโดยละเอียดจากผู้แทนของหน่วยราชการต่างๆตลอดจนผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องสรุปได้ชัดว่าหากไม่มีการแก้ไขจะเกิดผลกระทบเสียหายต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวมรุนแรงต่อไปด้วยดังนี้การประกาศยกเลิกสิทธิหน้าท่าณท่าเรือกรุงเทพฯและอนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองนั้นจำเลยที่1ได้กระทำสืบเนื่องจากผลการประชุมดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกิดจากการรับฟังพิเคราะห์ความเห็นและเหตุผลของทุกฝ่ายโดยรอบคอบแล้วเป็นการใช้อำนาจในการบริหารตามเอกสิทธิของตนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริงและเหตุผลเพื่อระงับและป้องกันมิให้เกิดผลเสียหายต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องตลอดจนความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติโดยรวมโดยสุจริตและเป็นการกระทำเพื่อแก้ไขมิให้เกิดความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากเหตุที่โจทก์มีส่วนก่อขึ้นโดยตรงด้วยจึงหาใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา421ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการและดำเนินการของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการจำเลยที่ 3 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีอำนาจและหน้าที่กำกับโดยทั่วไปในกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 2โดยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 และจากจำเลยที่ 3ได้กระทำการประกาศสิทธิยกตู้สินค้าหน้าท่า ณ ท่าเทียบเรือกรุงเทพฯและห้ามบรรดาเรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกสินค้าขึ้นลงโดยเด็ดขาดนอกจากจะใช้ปั้นจั่นของการท่าเรือแห่งประเทศไทยหรือที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจัดหาให้ และจำเลยที่ 1 ได้เปิดประมูลจ้างเหมาให้บริษัททั่ว

ไป มารับจ้างจำเลยที่ 1 ยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้า โดยกำหนดเงื่อนไขผู้มารับจ้างว่าจะต้องมีรถปั้นจั่นเคลื่อนที่ใช้ยกตู้สินค้าขั้นลงได้จำนวน 12 ค้น แต่ละคันสามารถยกตู้สินค้าได้โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 12 ตู้ ต่อมาโจทก์เข้าประมูลเสนอราคาได้และได้ทำสัญญาจ้างเหมายกตู้สินค้ากับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 โดยจำเลยที่ 1จะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในการยกตู้สินค้าขนาดไม่เกิน 20 ฟุต ตู้ละ750 บาท และขนาดเกิน 20 ฟุต ตู้ละ 1,275 บาท กำหนดเริ่มรับจ้างภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งโจทก์ได้เริ่มทำการยกตู้สินค้าตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2531 เป็นต้นมา ตั้งแต่เริ่มสัญญาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้อนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองจำนวนหนึ่ง

ต่อมาจำเลยที่ 3กระทำการโดยมิชอบและไม่สุจริตได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ประกาศยกเลิกสิทธิหน้าท่า ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ แล้วอนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองโดยเสียค่าธรรมเนียมให้แก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าธรรมเนียมการใช้ปั้นจั่น ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้ประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่30 พฤษภาคม 2531 โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2531เป็นต้นไป ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกระทำการโดยไม่สุจริตไม่มีอำนาจที่กระทำได้ และร่วมกันปฏิบัติผิดสัญญาจ้างเหมา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถรับจ้างยกตู้สินค้าจากเรือบรรเทาสินค้าที่มีปั้นจั่นได้เต็มจำนวนตามสัญญา

ทำให้ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2531 ถึงวันที่ 31พฤษภาคม 2531 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้อนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าได้เองหลายครั้งทำให้โจทก์ขาดรายได้จากการยกตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต จำนวน 25,856 ตู้ ขนาด 40 ฟุตจำนวน 9,905 ตู้ เป็นเงิน 32,020,875 บาทคิดรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 33,850,013 บาท และตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2531อันเป็นวันบังคับใช้การยกเลิกสิทธิยกตู้สินค้าหน้าท่า ถึงวันที่ 31สิงหาคม 2532 อันเป็นวันครบกำหนดตามสัญญา โจทก์ขาดรายได้จากการยกตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต จำนวน 372,277 ตู้ และขนาด 40 ฟุต จำนวน189,126 ตู้ คิดเป็นเงินรวม 549,872,775 บาท

รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสิ้น 583,722,788 บาท โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 583,722,788 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 581,893,650 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจนชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่สมบูรณ์ และลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3ให้รับผิดเป็นส่วนตัว เพราะโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้ลงชื่อในสัญญาจ้างเหมาะตามฟ้องแทนจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ใช่คู่สัญญาด้วย

จำเลยที่ 2และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามมิได้เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาตามฟ้องแก่โจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญามาตั้งแต่วันเริ่มสัญญา กล่าวคือ โจทก์ไม่สามารถทำการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าได้อย่างครบถ้วนต่อเนื่อง ไม่ติดขัด และไม่สามารถยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือให้ได้โดยเฉลี่ยไม่ตำกว่าชั่วโมงละ 12 ตู้ต่อคันทั้งนี้ เนื่องจากรถปั้นจั่นที่โจทก์นำมาใช้งานตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 12 คัน นั้นมีอยู่ 8 คัน ที่มีสภาพเก่า ผ่านการใช้งานมานาน ทั้งรถปั้นจั่นของโจทก์ทั้งหมดเป็นชนิดเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลงเรื่อย ๆ และจะต้องมีเวลาพักการใช้จ่าย จึงไม่อาจทำงานให้ต่อเนื่องโดยไม่ติดขัดตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิปรับโจทก์ตามสัญญา

คิดคำนวณจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2532 เป็นเงินค่าปรับถึง 3,615,700 บาทซึ่งจำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ได้ แต่จำเลยที่ 1 เกรงจะเกิดความเสียความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศเพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีรถปั้นจั่นเพียงพอให้บริการในการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าได้ จึงยังคงให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาต่อไป และจากการปฏิบัติผิดสัญญาของโจทก์ดังกล่าวก่อให้เกิดความแออัดคับคั่งและความล่าช้าในการยกตู้สินค้าที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เรือบรรทุกสินค้าที่เข้ามาเทียบท่าต้องเสียเวลารอให้โจทก์ยกตู้สินค้าขึ้นลงเสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น กลุ่มพ่อค้าผู้ส่งออกและนำเข้า

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ จึงได้มีหนังสือร้อยเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณาแก้ไข จำเลยที่ 2 ร่วมกับคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเสนอความเห็นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงคมนาคมรับไปสั่งการให้จำเลยที่ 1แก้ไขประกาศเรื่องสิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าเสียใหม่ โดยให้มีข้อยกเว้นให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นประจำเรือและยินยอมชำระเงินค่าสิทธิหน้าท่าในอัตราร้อยละ 25 ของอัตราค่าธรรมเนียมการใช้ปั้นจั่นของจำเลยที่ 1 มีสิทธิยกสินค้าขึ้นลงจากเรือของตนเองได้การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการปฏิบัติไปตามกฎหมายและข้อสัญญาโดยสุจริตมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงสัญญาและลดงานจ้างตามสัญญาดังที่โจทก์ฟ้อง

การประกาศสิทธิหน้าท่าเป็นเอกสิทธิเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1สัญญาจ้างเหมาตามฟ้องเป็นรูปแบบของสัญญาจ้างทำของ มิใช่เป็นการให้สัมปทานหรือมอบสิทธิผูกขาดให้แก่โจทก์เป็นผู้ยกตู้สินค้าขึ้นลงที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมอนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นประจำเรือใช้ปั้นจั่นของเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองเพราะโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจนเกิดความแออัดล่าช้าในการขนถ่ายสินค้า ถือว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของโจทก์เองส่วนค่าเสียหายจากการที่มีการแก้ไขประกาศสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่ 1นัน เป็นการคิดคำนวณอย่างเลื่อยลอย โดยคิดเต็มจำนวนที่โจทก์คาดว่าจะทำงานได้ทั้งมิได้หักค่าใช้จ่าย

ค่าภาษี ความจริงจำเลยที่ 1 กำลังติดตั้งปั้นจั่นเคลื่อนที่ชนิดเดินบนรางจะแล้วเสร็จและใช้งานได้แล้วซึ่งปั้นจั่นของจำเลยที่ 1 จะต้องยกตู้สินค้าก่อนตามสัญญา และจำเลยที่ 1 อาจติดตั้งครบ 6 คัน ได้ก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2532 และแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ถือว่าสัญญาจ้างเหมาสิ้นสุดในวันที่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบค่าเสียหายของโจทก์จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ทั้งมิได้ทวงถามจำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขั้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2494 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการบริหารกิจการต่าง

ๆของท่าเรือกรุงเทพฯ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการ มีหน้าที่และรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการจัดการและการดำเนินการของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยตรง ซึ่งรวมกิจการท่าเรือกรุงเทพฯ ด้วยจำเลยที่ 3 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 ก่อนปี 2530 จำเลยที่ 1 ไม่เคยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าหรือที่เรียกว่าสิทธิหน้าท่าซึ่งโดยทั่วไปแล้วแทนทุกประเทศจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการยกตู้สินค้าเรือบรรทุกสินค้าที่เข้ามาขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ในขณะนั้น หากมีปั้นจั่นประจำเรือก็จะใช้ปั้นจั่นของตนยกตู้สินค้า หากเรือลำใดไม่มีหรือมีไม่เพียงพอ

ก็จะใช้ปั้นจั่นของจำเลยที่ 1 หรือของเอกชนซึ่งได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1ให้เข้าไปรับจ้างยกตู้สินค้าโดยเสียค่าธรรมเนียมการเข้าออกด้วยต่อมาจำเลยที่ 1 มีนโยบายที่จะริเริ่มประกาศสิทธิหน้าท่า จึงได้สั่งซื้อปั้นจั่น เคลื่อนที่ชนิดเดินบนรางจำนวน 6 คัน จากประเทศยูโกสลาเวีย กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จภายใน 520 วัน ได้มีบริษัทเอกชนมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอขอเข้าทำการรับจ้างขนถ่ายตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าในช่วงเวลาที่รอการติดตั้งปั้นจั่นของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงส่งเรื่องให้จำเลยที่ 1 พิจารณาจำเลยที่ 1ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาตรวจวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียแล้วเห็นชอบให้มีการประกาศสิทธิหน้าท่าโดยให้เอกชนเข้ามารับจ้างเหมาขนถ่ายตู้สินค้าต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ประกาศเชิญชวนเอกชนให้เข้ามายื่นซองเสนอราคารับจ้างเหมาขนถ่ายตู้สินค้า โดยกำหนดเงื่อนไขว่าเอกชนที่เข้ามารับจ้างจำเลยที่ 1 จะต้องมีรถปั้นจั่นเครื่องที่ไม่น้อยกว่า 12 คัน แต่ละคันสามารถยกตู้สินค้าได้ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 12 ตู้

ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 ได้ประกาศสิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าห้ามเรือสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงในบริเวณหน้าท่า และให้ใช้ปั้นจั่นของจำเลยที่ 1หรือที่จำเลยที่ 1 จัดหาให้ หากมีความจำเป็นต้องใช้ปั้นจั่นของเรือยกตู้สินค้าต้องได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ก่อน ปรากฎตามประกาศการท่าเรือแห่งประเทศไทย เรื่อง สิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าเอกสารหมาย จ.13 ซึ่งประกาศดังกล่าวมีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศหลังจากนั้นชมรมเดินเรือต่างประเทศได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และนายกรัฐมนตรีว่าการประกาศสิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าดังกล่าวจะทำให้เกิดความแออัดที่หน้าท่าและไม่เป็นผลดีแก่ประเทศ

จำเลยที่ 3 ได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1แจ้งว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ทบทวนการประกาศสิทธิหน้าท่าปรากฎตามเอกสารหมาย จ.27 คณะกรรมการจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาทบทวนมติการประกาศสิทธิหน้าท่า ในระหว่างนั้นมีโจทก์และบริษัทอื่นยื่นซองประกวดราคารับจ้างเหมาขนตู้สินค้า และโจทก์เป็นผู้ประกวดราคาได้ในที่สุดนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้ประกาศสิทธิหน้าท่าและทำสัญญากับโจทก์ได้ ปรากฎตามเอกสารหมาย จ.29 ครั้นวันที่ 26พฤศจิกายน 2530 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงได้ทำสัญญาจ้างเหมายกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือ ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ โดยใช้ปั้นจั่นเคลื่อนที่เริ่มลงมือทำงานภายใน 90 วัน นับแต่วันทำสัญญา มีกำหนดระยะเวลาจ้างไม่เกิน 520 วัน

นับแต่วันเริ่มลงมือทำงานหรือเมื่อจำเลยที่ 1ได้ทำการติดตั้งปั้นจั่นจำนวน 6 คัน เสร็จเรียบร้อย โดยจำเลยที่ 1จะแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วแต่อย่างใดจะถึงกำหนดก่อน จำเลยที่ 1ตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์สำหรับตู้สินค้าขนาดยาวไม่เกิน 20 ฟุตตู้ละ 750 บาท ขนาดยาวเกินว่า 20 ฟุต ตู้ละ 1,275 บาท โดยจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้ง ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1ได้รับใบเรียกเก็บเงินจากโจทก์ ในกรณีที่รถยนต์ลากพ่วงและรถพ่วงของจำเลยที่ 1 มีไม่เพียงพอในการปฏิบัติงาน โจทก์ต้องจัดหามาปฏิบัติงานร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 ได้แจ้งเป็นหนังสือ ในระหว่างการทำงานตามสัญญา โจทก์ต้องยินยอมให้รถปั้นจั่นของจำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงานยกตู้สินค้าก่อนเป็นอันดับแรก และเมื่อรถปั้นจั่นหน้าท่าชนิดเดินบนรางของจำเลยที่ 1ติดตั้งแล้วเสร็จไม่ว่ากี่คันก็ตาม

รถปั้นจั่นดังกล่าวนี้ก็มีสิทธิปฏิบัติงานยกตู้สินค้าก่อนเป็นอันดับแรกเช่นกัน และนับตั้งแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน โจทก์จะต้องทำการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือสินค้าให้ได้โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 12 ตู้ ต่อคัน หากยกได้น้อยกว่านี้ โจทก์ยินยอมให้ปรับในอัตราชั่วโมงละ 12,000 บาท ทั้งจะต้องรับผิดต่อความเสียหายเมื่อเรือสินค้าไม่สามารถออกจากท่าได้ตามกำหนดเวลา และโจทก์จะต้องมีปั้นจั่นเคลื่อนที่เข้ามาประจำอยู่ไม่น้อยกว่า12 คัน หากมีน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ไม่ใช่สิทธิเลิกสัญญา โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ปรับชั่วโมงละ 12,000 บาทต่อคันที่ขาดไปปรากฎรายละเอียดตามสัญญาจ้างเหมาเอกสารหมาย จ.20หรือ ล.1 ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2530 จำเลยที่ 1 ได้ประกาศกำหนดจะใช้สิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าตามที่ประกาศไปแล้วเมื่อวันที่ 27กรกฎาคม 2530 ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2531 เวลา 8 นาฬิกาเป็นต้นไป

ปรากฎตามเอกสารหมาย จ.32 หรือ ล.3 ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่ให้โจทก์เริ่มปฏิบัติงานตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าว เมื่อโจทก์เริ่มปฏิบัติงานก็มีสมาคมเจ้าของและต้นแทนเรือกรุงเทพฯ ได้ร้องเรียนต่อจำเลยที่ 1 รัฐบาล และคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนว่า การที่จำเลยที่ 1 ประกาศสิทธิหน้าท่าและจ้างเหมาให้โจทก์ยกตู้สินค้านั้น ทำให้ตู้สินค้าแออัดที่หน้าท่าความสามารถในการยกตู้สินค้าของโจทก์ไม่เพียงพอ ชมรมเดินเรือต่างประเทศจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความคับคั่งที่ท่าเรือกรุงเทพฯ อันจะนำความเสียหายทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศชาติ กระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือสั่งการให้จำเลยที่ 1 พิจารณาหาทางยกเลิกสัญญาที่ทำกับโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 พิจารณาอนุญาตให้เรือบรรทุกสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกสินค้าขึ้นลงได้

คณะกรรมการของจำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วมีหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงคมนาคมว่าการยกเลิกสัญญากับโจทก์อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงหลายประการกล่าวคือโจทก์อาจเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก การเลิกสัญญากะทันหันจะเป็นเหตุให้เรือสินค้าอีกประมาณร้อยละ 30 ที่ไม่มีปั้นจั่นไม่อาจทำการขนถ่ายสินค้าได้ จำเลยที่ 1 อาจถูกเจ้าของเรือฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เรือสินค้าที่ไม่มีปั้นจั่นจะก่อให้เกิดปัญหาความคับคั่ง ทำให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานและการให้บริการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะเกิดความเสียหายอย่างยิ่งแก่ผู้ใช้บริการของจำเลยที่ 1 และคณะกรรมการจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่จะดำเนินการเช่นนั้นได้จึงมีความเห็นเป็นเอกฉันธ์ ว่าควรรายงานข้อเท็จจริงและผลกระทำต่าง

ๆต่อกระทรวงคมนาคมเพื่อทราบรายละเอียดปรากฎตามเอกสารหมายจ.42 จำเลยที่ 3 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวจำเลยที่ 1 น่าจะรับไปปฏิบัติได้ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่ได้สั่งการไปก่อนที่ชมรมเดินเรือต่างประเทศจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความคับคั่งที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่1 มิถุนายน 2531 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่มีอำนาจกระทรวงคมนาคมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและสั่งการตามที่เห็นสมควรต่อไป คณะรัฐมนตรีรับทราบแล้วกระทรวงคมนาคมจึงดำเนินการโดยมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการตามที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งการโดยด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรหาทางยกเลิกสัญญาจ้างเหมากับโจทก์ และอนุญาตให้เรือใช้ปั้นจั่นของเรือยกสินค้าขึ้นลงได้ทันทีก่อนที่ชมรมเดินเรือต่างประเทศจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความคับที่ท่าเรือกรุงเทพฯ

รายละเอียดปรากฎตามเอกสารหมาย จ.43 ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2531 จำเลยที่ 1ได้ประกาศสิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าอนุญาตให้เรือสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกสินค้าขึ้นลงในบริเวณหน้าท่าเรือกรุงเทพฯ ได้ เมื่อได้เสียค่าธรรมเนียมให้จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าธรรมเนียมการใช้ปั้นจั่นยกสินค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่1 มิถุนายน 2531 เวลา 8 นาฬิกา เป็นต้นไป รายละเอียดปรากฎตามเอกสารหมาย จ.44 แต่โจทก์ยังคงปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาต่อไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2532 อันเป็นวันที่สัญญาจ้างเหมาสิ้นสุดลงปรากฎว่าในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2531ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้ยินยอมอนุญาตให้เรือสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือมีตู้สินค้าขนาด 20 ฟุตจำนวน 19,586 ตู้ และขนาด 40 ฟุต

จำนวน 8,965 ตู้ และตั้งแต่วันที่1 มิถุนายน 2531 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2532 มีจำนวนตู้สินค้าซึ่งเรือสินค้าใช้ปั้นจั่นของตนเองยกเป็นตู้ขนาด 20 ฟุต จำนวน278,786 ตู้ และขนาด 40 ฟุต จำนวน 142,879 ตู้สำหรับประเด็นว่า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่นั้นสิทธิหน้าท่าที่จำเลยที่ 1 ประกาศไว้แต่แรก โดยพื้นฐานของสิทธิจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทรงเอกสิทธิดังกล่าวย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้เสมอและต้องสันนิษฐานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโดยไม่สุจริต มีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อกล่าวอ้างเช่นนั้นแต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎในทางพิจารณาได้ความว่า

การประกาศสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุโดยตรงก่อให้เกิดข้อท้วงติงและร้องเรียนจากบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะก่อปัญหาให้เกิดผลเสียหายเป็นการล่วงหน้าแล้ว ที่โจทก์อ้างว่าเป็นพฤติการณ์วางแผนต่อต้านเพื่อล้มการประกาศสิทธิหน้าท่าโดยไม่สุจริต แต่จากเอกสารหมายล.60 ซึ่งเป็นหนังสือของบรรดาเจ้าของเรือขออนุญาตจำเลยที่ 2ใช้ปั้นจั่นของเรือทำการขนถ่ายสินค้าเองรวม 105 ฉบับ ด้วยเหตุขัดข้องล่าช้าอันอันเกิดจากการทำงานของโจทก์ที่สืบเนื่องจากการประกาศเอกสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น และยังปรากฎตามเอกสารหมาย ล.26 ถึง ล.51 อันเป็นใบเสร็จรับเงินค่าจ้างของโจทก์จากจำเลย และบันทึกรายงานการตรวจการจ้างของบริษัทโจทก์

ปรากฎว่าโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานถูกต้องครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.20 ข้อ 16, 17 และ 18 ต้องถูกหักเงินค่าจ้างเป็นค่าปรับและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันเริ่มสัญญาคือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2531 ตลอดมาจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2532เป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่า การประกาศสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่ 1และความล่าช้าในการทำงานของโจทก์ได้ก่อให้เกิดความแออัดคับคั่งที่หน้าท่าเป็นผลเสียหายดังที่ได้มีการร้องเรียนก่อนหน้านั้นจริงการร้องเรียนต่อต้านล่วงหน้าของบรรดาผู้เกี่ยวข้องดังกล่าว จึงเป็นการคาดการณ์โดยสุจริตและถูกต้องตามความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องให้แก้ไขซึ่งปรากฎรายละเอียดตามบันทึกรายงานการประชุมเรื่องการแก้ไขปัญหาจากการประกาศเอกสิทธิหน้าท่าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย วันที่ 13 พฤษภาคม 2531 เอกสารหมาย

ล.16มีการแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลตลอดจนผลเสียหายที่เกิดแก่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทุกแง่มุมโดยละเอียดจากผู้แทนของหน่วยราชการต่าง ๆตลอดจนผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ความชัดว่า หากไม่มีการแก้ไขจะเกิดผลกระทบเสียหายต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวมรุนแรงต่อไปด้วย ดังนี้ การประกาศยกเลิกสิทธิหน้าท่า ณท่าเรือกรุงเทพฯ และอนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองนั้นจำเลยที่ 1 ได้กระทำสืบเนื่องจากผลการประชุมดังกล่าว เป็นการกระทำที่เกิดจากการรับฟังพิเคราะห์ความเห็นและเหตุผลของทุกฝ่ายโดยรอบคอบแล้ว เป็นการใช้อำนาจในการบริหารตามเอกสิทธิของตนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริงแห่งข้อเท็จจริงและเหตุผลเพื่อระงับและป้องกันมิให้เกิดผลเสียหายต่อเอกชนที่เกี่ยวข้องตลอดจนความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติโดยรวมโดยสุจริต

หาใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ที่โจทก์อ้างไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการกระทำที่มีผลเป็นการแก้ไขมิให้เกิดความเสียหายอันสืบเนื่องจากเหตุที่โจทก์มีส่วนก่อโดยตรงด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย วิมลเศรษฐ · จิระ บุญพจนสุนทร · ชูชาติ ศรีแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2558

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบีย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1521/2546

โจทก์บรรยายฟ้องในทำนองว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินพิพาทไว้โดยไม่สุจริตซึ่งหมายความว่า จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาโดยมิชอบและไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีภ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2545

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงพิพาทโดยจดทะเบียนซื้อมาจาก ส. จำเลยอยู่ในที่ดินส่วนพิพาทโดยอาศัย ส. ขอให้ขับไล่จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินส่วนพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนายึดถือเพื่อต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4445/2545

ผู้ร้องได้ที่ดินของ ห. โดยการรับมรดกแทนที่ ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ผู้ร้องกับ ซ. ผู้จัดการมรดกของ ห. มีคดีฟ้องร้องกัน แม้ต่อมา ซ. และจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนที่ดิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 549/2540

คดีไม่มีการชี้สองสถาน แม้ศาลชั้นต้นกำหนดให้ฝ่ายโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนแล้วไม่มีฝ่ายใดสืบพยาน การที่ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดีก็จะต้องถือหน้าที่นำสืบที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลัก ฟ้องโจทก์บรรยายว่า ขณะโ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้