Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 623/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญานั้น นอกจากศาลรับฟังพยานหลักฐานจากประจักษ์พยานแล้ว พยานแวดล้อมกรณีหรือพยานพฤติเหตุที่บ่งชี้ว่า จำเลยกระทำผิดศาลก็รับฟังได้ด้วย ศาลจึงรับฟังพยานแวดล้อมกรณี และคำรับของจำเลยกับของผู้ร่วมกระทำผิดประกอบพยานอื่นได้ เพราะคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลย ได้ในชั้นพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้อ้างจำเลย เป็นพยานเพื่อเค้นเอา ความจริงจากจำเลยมาลงโทษจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 232 แต่ประการใด.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,340 ตรี, 289 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน2514 ข้อ 14, 15 ให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น แหวนเพชร1 วง และเงินสด 2,500 บาท แก่ทายาทนางสุรีย์ วัธโนภาส และคืนเงินสด3,500 บาท แก่ทายาทนายธิติชาติหรือปิงโฮง แซ่เตียวหรือตรรศุลวัฒน์จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา340 วรรคสอง จำคุก 20 ปี และมีความผิดตามมาตรา 289(7) ให้ประหารชีวิต คำรับชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) กระทงแรกจำคุก 13 ปี 4 เดือน

กระทงที่สองจำคุกตลอดชีวิตเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำเลยคืนสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท1 เส้น แหวนเพชร 1 วง และเงินสดจำนวน 2,500 บาท แก่ทายาทนางสุรีย์วัธโนภาส และเงินสดจำนวน 3,500 บาท แก่ทายาทนายธิติชาติหรือปิงโฮงแซ่เตียวหรือตรรศุลวัฒน์ คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายบุญเลิศหรือแป้ว ไวยกัน จำเลยที่ 1 นางจันทร์เพ็ญหรือแอ๊ด อันลูกท้าว จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 785/2526 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา และนายธงชัยอินทรพยุง จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 512/2526 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอปากช่อง) กับพวกอีก 1 คน ได้ร่วมกันปล้นทรัพย์สินต่าง ๆ ของนายธิติชาติหรือปิงโอง ตรรศุลวัฒน์หรือแซ่เตียว และนางสุรีย์ วัธโนภาส ทั้งได้ร่วมกันฆ่าบุคคลทั้งสองจริงตามฟ้องปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในชั้นนี้ว่า จำเลยได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยในคดีดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความคงมีแต่พยานแวดล้อมกรณี

กล่าวคือ ได้ความจากพันตำรวจตรีฉัตรชัย พูลสวัสดิ์ ว่า เมื่อนางนฤมลแจ้งความแล้วก็ได้สืบสวนโดยสอบถามจากนางนฤมลภรรยานายธิติชาติ และนางสุวรรณาพนักงานบริษัทของนายธิติชาติได้ความว่าในวันเกิดเหตุหลังจากนายธิติชาติและนางสุรีย์ออกจากบ้านไปแล้ว นางจันทร์เพ็ญหรือแอ๊ดได้โทรศัพท์มาสอบถามถึงนายธิติชาติที่ได้นัดพบกันไว้ และเวลา11 นาฬิกา นายธิติชาติได้โทรศัพท์มาหานางนฤมลให้คนนำเงินไปให้ที่บริษัทเดินอากาศไทย จำกัด ดอนเมือง พันตำรวจตรีฉัตรชัยจึงได้สืบหาตัวคนร้ายและสามารถได้ตัวนางจันทร์เพ็ญหรือแอ๊ดมาสอบสวน นางจันทร์เพ็ญให้การพาดพิงถึงนายบุญเลิศหรือแป้ว นายธงชัย และพวกต่อมาจับกุมนายบุญเลิศได้ นายบุญเลิศให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายธงชัย

นางจันทร์เพ็ญหรือแอ๊ด และจำเลยวางแผนกันปล้นทรัพย์และฆ่าบุคคลทั้งสอง หลังจากนั้นจึงจับกุมนางจันทร์เพ็ญ นางจันทร์เพ็ญให้การภาคเสธ พันตำรวจตรีธงชัยจึงให้นายบุญเลิศและนางจันทร์เพ็ญพาไปชี้ที่เกิดเหตุ จัดทำแผนที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจที่เกิดเหตุไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายธงชัยได้ ชั้นสอบสวนนายบุญเลิศและนางจันทร์เพ็ญก็ให้การรับสารภาพ มีรายละเอียดต่าง ๆตั้งแต่คนร้ายได้วางแผนให้นางจันทร์เพ็ญไปลวงนายธิติชาติและนางสุรีย์มาที่โรงแรมซุปเปอร์บริเวณตลาดหมอชิตแล้วร่วมกันปล้นทรัพย์สินต่าง ๆ หลังจากนั้นบังคับให้ขึ้นรถยนต์เบ๊นซ์ของนายธิติชาติ นายธงชัยเป็นคนขับพาไปที่บังกาโลเลขที่ 113 โรงแรมเขาใหญ่และได้ร่วมกันฆ่านายธิติชาติและนางสุรีย์โดยให้กินยานอนหลับก่อนแล้วใช้ผ้าปูที่นอนทำเป็นเชือกรัดคอจนบุคคลทั้งสองถึงแก่ความตายนำศพไปทิ้งที่กิโลเมตรที่ 29 ถนนธนรัชต์

หลังจากนั้นคนร้ายดังกล่าวรวมทั้งจำเลยได้ขับรถยนต์เบ๊นซ์ไปจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของจำเลย และได้ทิ้งรถยนต์เบ๊นซ์ไว้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถดังกล่าวได้เป็นของกลางเห็นว่า คำให้การของนางจันทร์เพ็ญและนายบุญเลิศในชั้นสอบสวนได้ความสอดคล้องต้องกัน แม้ในรายละเอียดเช่นว่า ขณะนำตัวนายธิติชาติและนางสุรีย์เดินทางไปเขาใหญ่ นายธงชัยเป็นผู้ขับรถ นางจันทร์เพ็ญนั่งคู่กับนายธงชัย ส่วนนายบุญเลิศกับจำเลยคุมตัวนายธิติชาติและนางสุรีย์อยู่ที่เบาะหลัง หลังเกิดเหตุแล้วได้ขับรถหนีไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปถึงอำเภอหัวไทรเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2525 เวลา9 นาฬิกา ปรากฏว่าสายพานพัดลมขาด

ฝาสูบแตก จึงพากันไปว่าจ้างรถสองแถวลากรถไปไว้ปั๊มน้ำมัน ขณะลากรถไปเชือกขาดรถยนต์เบ๊นซ์แล่นเข้าชนท้ายรถคันที่ลาก จึงว่าจ้างรถที่ลากให้นำรถยนต์เบ๊นซ์ไปทิ้งที่วัดแห่งหนึ่ง แล้วโดยสารรถไปลงที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเวลา 15 นาฬิกา ได้เอาแหวนเพชรไปขายได้เงิน 15,000 บาท คืนนั้นพักค้างคืนที่โรงแรมที่อำเภอหาดใหญ่ โดยนายธงชัยนอนกับนางจันทร์เพ็ญห้องหนึ่ง นายบุญเลิศนอนกับจำเลยอีกห้องหนึ่ง รุ่งเช้าวันที่ 11มกราคม 2525 นายธงชัยกับนางจันทร์เพ็ญนำของเข้ากรุงเทพฯ ก่อน ส่วนนายบุญเลิศกับจำเลยได้แวะเยี่ยมบ้านของจำเลยที่จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งรายละเอียดดังกล่าวบุคคลที่ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ไม่อาจปรุงแต่งได้เช่นนี้ ทั้งศาลจังหวัดนครราชสีมาได้พิพากษาว่า

นายบุญเลิศและนางจันทร์เพ็ญจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 785/2526 ของศาลจังหวัดนครราชสีมาได้กระทำผิดจริง คดีถึงที่สุดแล้วส่วนนายธงชัยนั้นศาลจังหวัดนครราชสีมา (อำเภอปากช่อง) ได้พิพากษาว่ากระทำผิดจริงศาลฎีกาได้พิพากษายืน ปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1839/2529 เมื่อจับกุมจำเลย ร้อยตำรวจโทสุรโชค วิเศษจิตร์ เบิกความว่า จับกุมจำเลยตามหมายจับที่ 10/2525 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2525 ออกโดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมานอกจากนี้ก่อนไปจับกุมจำเลย ร้อยตำรวจโทสุรโชคได้เดินทางไปหานายบุญเลิศเพื่อสอบถามนามสกุลและที่อยู่ของจำเลย ซึ่งได้ความตรงกับที่สายลับรายงานมา เมื่อได้ความแล้วจึงจับกุมจำเลยได้ ในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกระทำผิดคดีนี้จริง

ปรากฏตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลอาญา) ทั้งได้นำจำเลยไปสอบสวนที่กองปราบปราม ได้สอบถามรายละเอียดในการกระทำผิดต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนาย เช่น พลตำรวจตรีบุญชู วังกานนท์ และต่อหน้าสื่อมวลชนต่าง ๆ รวมทั้งนางนฤมลภรรยานายธิติชาติ จำเลยได้ขอขมาต่อนางนฤมลตามภาพในหนังสือพิมพ์มติชน เอกสารหมาย ป.จ.5(ศาลอาญา) ดังนี้ จะเห็นได้ว่าจำเลยได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ เจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบถามรายละเอียดแห่งคำให้การรับสารภาพคงไม่กล้าขู่เข็ญบังคับต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตลอดทั้งผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อย่างแน่นอน คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยดังกล่าววอดคล้องกับคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของนายบุญเลิศและนางจันทร์เพ็ญในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 785/2526ของศาลจังหวัดนครราชสีมา

เชื่อว่าเหตุการณ์เป็นจริงตามคำรับสารภาพทั้งนี้เพราะได้มีการสอบถามในขณะจับกุมและวันรุ่งขึ้นนับจากวันจับกุม จำเลยไม่มีโอกาสที่จะปรุงแต่งหรือให้การบ่ายเบี่ยงเป็นอย่างอื่น ครั้นพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลย จำเลยให้การว่าร่วมอยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ถูกนายธงชัยใช้อาวุธปืนบังคับ ทั้งได้บังทึกไว้ว่าจำเลยขอให้การปฏิเสธ และไม่ยอมนำชี้สถานที่เกิดเหตุ แสดงว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกให้ตามความต้องการของจำเลย การสอบสวนเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม นอกจากนี้ในชั้นพิจารณา จำเลยยังเบิกความอ้างฐานที่อยู่ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนอย่างชัดแจ้ง คำให้การชั้นสอบสวนสอดคล้องกับคำรับสารภาพในชั้นจับกุมเพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าจำเลยถูกนายธงชัยใช้อาวุธปืนบังคับขู่เข็ญที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นและเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้อง เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

เห็นว่าในการลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญานั้น นอกจากศาลรับฟังพยานหลักฐานจากปประจักษ์พยานแล้ว พยานแวดล้อมกรณีหรือพยานพฤติเหตุที่บ่งชี้ว่าจำเลยกระทำผิดศาลก็รับฟังได้ด้วย สำหรับคดีนี้ศาลรับฟังพยานแวดล้อมกรณีและคำรับของจำเลยกับของผู้ร่วมกระทำผิดประกอบพยานอื่นได้ เพราะคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยได้ในชั้นพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทั้งนี้เพราะโจทก์ไม่ได้อ้างจำเลยเป็นพยานเพื่อเค้นเอาความจริงจากจำเลยมาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 232แต่ประการใด..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมปอง เสนเนียม · อัมพร เดชศิริ · จเร อำนวยวัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้