Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 62/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เด็กหนีจากบ้านไปตั้งแต่อายุ 12 ปี แม้ถูกล่ามโซ่ไว้ก็ยังหนีจนอายุ 18 ปี ไปรับจ้างขับรถยนต์บิดามารดาใช้ความระวังดูแลอย่างดีแล้ว นอกเหนืออำนาจของบิดามารดาจะระวังได้ บิดามารดาไม่ต้องรับผิดในละเมิดที่บุตรขับรถชนผู้อื่นโดยประมาท

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 46,724 บาท กับดอกเบี้ย จำเลยที่ 4 นายจ้าง กับจำเลยที่ 2, 3 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดด้วย

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ 2, 3 ไม่ต้องรับผิด พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2, 3

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์อายุ18 ปี และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 4 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์รับคนโดยสารในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 มาตามถนนสายนครศรีธรรมราช - ลานสกา ระหว่างทางจำเลยที่ 1 โดยประมาทได้ขับรถชนท้ายรถยนต์ของนายสุธรรม สถิตย์ภูมิ ที่จอดอยู่ริมถนนด้านซ้าย และชนโจทก์ซึ่งกำลังยืนอยู่ท้ายรถนั้น จนโจทก์ได้รับอันตรายแก่กายสาหัสกระดูกขาทั้งสองข้างแตกหัก แพทย์ของโรงพยาบาลนครศรีธรรมราชได้ตัดขาข้างซ้ายของโจทก์ตั้งแต่เหนือเข่าทิ้งไปส่วนขาข้างขวาแพทย์ใส่เหล็กดามไว้จนบัดนี้ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า

จำเลยที่ 1 ขับรถคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 4 มาประมาณปีเศษ จำเลยที่ 1 เคยพักบ้านจำเลยที่ 4 การขับรถจำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็รู้เห็น และไม่คัดค้านอะไรจำเลยที่ 2 ที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้พยายามปกครองจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมเรียนหนังสือ พอจบชั้นประถมปีที่ 4 หลบหนีเร่ร่อนไป จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ติดตามนำตัวกลับมาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ครั้งหนึ่งได้เคยจับจำเลยที่ 1 ล่ามโซ่ไว้ แต่ครั้นพอแก้โซ่ออก จำเลยที่ 1 ก็หนีไปอยู่กับนายทิ้งบิดาจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 ได้พูดขอให้นายทิ้งช่วยดูแลจำเลยที่ 1 ไว้ตอนนั้นจำเลยที่ 1 มีอายุราว 11 - 12 ปี ตอนแรกจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นเด็กประจำรถและล้างรถให้จำเลยที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ได้

จำเลยที่ 4ก็ให้จำเลยที่ 1 ขับรถรับส่งคนโดยสารของจำเลยที่ 4 จนถึงเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลา 2 ปีเศษแล้วศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาในชั้นฎีกามีว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยผลที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 หลบหนีออกจากบ้านตั้งแต่ 11 - 12 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 พยายามติดตามเอาตัวกลับบ้านและให้เรียนหนังสือหลายครั้ง ถึงขั้นใช้โซ่ล่ามจำเลยที่ 1 ก็ยังหลบหนีและไปอยู่กับนายทิ้งบิดาจำเลยที่ 4 โดยเป็นเด็กประจำรถและช่วยล้างรถให้จำเลยที่ 4 ข้อที่จำเลยที่ 1 ไม่อยู่กับพ่อแม่หลบหนีไปอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 นั้น พันตำรวจตรีประวัติ วิสุทธิกุล พยานโจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานสอบสวนก็เบิกความรับรองตามข้อนำสืบของจำเลยแม้แต่โจทก์เองก็ยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุปีเศษ เห็นจำเลยที่ 1 ไปอยู่บ้านจำเลยที่ 4 ดังนี้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยังหลบหนีออกจากบ้านไปอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 แสดงว่าสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้เป็นบิดามารดาจะควบคุมดูแลให้อยู่ในโอวาทได้แล้ว

หากไม่ปล่อยให้ไปอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ก็ต้องหลบหนีเร่ร่อนไปยากแก่การติดตาม ทั้งจำเลยที่ 2 ได้เคยพูดฝากฝั่งนายทิ้งและจำเลยที่ 4ให้ช่วยดูแลจำเลยที่ 1 นับว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้กระทำหน้าที่บิดามารดาแล้ว ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลจำเลยที่ 1 บุตรผู้เยาว์ การที่จำเลยที่ 1 คงอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 ตลอดมาเช่นนี้ เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาย่อมเป็นการนอกเหนืออำนาจและวิสัยที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 จะดูแลระมัดระวังได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 หาต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ขจร หะวานนท์ · ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · ถนัด ลีลากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้