Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6176/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.รัษฎากร มาตรา 90/5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวดนี้เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น" คดีนี้ แม้คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 90/5 มาด้วย จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 90/5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 90/5 จึงเป็นการเกินคำขอ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 อาจเป็นกรรมการผู้จัดการแต่เพียงในนาม ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 จะได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 36 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30,000 บาท รวมเป็นเงินค่าปรับ 1,080,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 ประกอบมาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวม 26 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 78 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 52 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2548 จนถึงปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีนายพิสุทธิ์ ซึ่งเป็นอาของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2548 ในวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นการพิพากษาเกินคำขอและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่หรือไม่ คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 กับพวกโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน ร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ขอให้ลงโทษตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (6) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 90/5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวดนี้เป็นนิติบุคคล

กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น" เห็นว่า คดีนี้ ถึงแม้คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 90/5 มาด้วย จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามบทบัญญัติมาตรา 90/5 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 90/5 จึงเป็นการเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า

จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ คดีนี้ ทางนำสืบของโจทก์ปรากฏแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 โดยนายพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการคนเดิมแต่ผู้เดียวเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2548 ถึงเดือนภาษีมกราคม 2551 อันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2548 ซึ่งพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบก็ไม่มีสิ่งใดที่ส่อแสดงให้เห็นหรือเชื่อมโยงได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนภาษีดังกล่าวที่เป็นเท็จหรือไม่ อย่างไร แม้พยานโจทก์จะเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ให้ถ้อยคำยอมรับว่าเคยไปรับเช็คจากลูกค้า

ก็คงแปลความได้เพียงว่าจำเลยที่ 2 เคยไปรับเช็คให้จำเลยที่ 1 เท่านั้น หาได้เกี่ยวข้องกับการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นเท็จดังกล่าว และยังได้ความจากพยานจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ได้แก่นายบุญยัง เบิกความว่า ทำงานในตำแหน่งหัวหน้ากะงานกับบริษัทจำเลยที่ 1 ในช่วงปี 2545 เท่าที่เห็นผู้มีอำนาจสั่งการงานในนามจำเลยที่ 1 คือนายพิสุทธิ์ ทำงานอยู่จนถึงปี 2550 ช่วงที่ทำงานให้กับจำเลยที่ 1 นั้นไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เข้ามาดำเนินการในนามของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด และนางสิริยากร เบิกความว่า ทำหน้าที่เสมียนทั่วไปให้จำเลยที่ 1 มา 10 ปี เท่าที่ทราบนายพิสุทธิ์เป็นเจ้าของบริษัท

จำเลยที่ 1 มีอำนาจสั่งการทุกอย่าง เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการยื่นเสียภาษีและรับเงินรายได้ต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ในการจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน นายพิสุทธิ์จะนำเงินใส่ซองมามอบให้พยาน แล้วพยานจะแจกจ่ายให้แก่ลูกจ้างในบริษัทจำเลยที่ 1 พยานได้ลาออกจากบริษัทจำเลยที่ 1 ในช่วงปี 2551 ก็ยังคงเห็นนายพิสุทธิ์เป็นคนสั่งการในนามจำเลยที่ 1 เรื่อยมา เคยเห็นจำเลยที่ 2 เพียงครั้งเดียว แต่นานมาแล้ว ทราบว่าจำเลยที่ 2 เคยมาช่วยงานบริษัทจำเลยที่ 1 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันไว้แต่ต้นว่าเป็นกรรมการผู้จัดการแต่เพียงในนามเท่านั้น พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 อาจเป็นกรรมการผู้จัดการแต่เพียงในนาม

ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ก็เป็นได้ กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 จะได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้ออื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประยูร ณ ระนอง · ภาติยะ ดวงมณี · กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายมนต์ชัย โพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายจุมพล ชูวงษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.754/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ669/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2542/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้