Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6175/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้การที่จำเลยทั้งสองเอาเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ การออกเช็คของจำเลยดังกล่าวจะมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อ ชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อ ไม่มีการชำระเงินตามเช็คที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่าย ย่อมเกิด เป็นหนี้ระหว่างจำเลยทั้งสองกับโจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุ ในเช็คนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 898,900 ซึ่งในกรณีนี้หากจำเลยทั้งสองออกเช็คฉบับใหม่เพื่อชำระหนี้ ตามเช็คเดิมที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์ดังกล่าว เช็คที่ จำเลยออกในภายหลังนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เช็คฉบับแรก ปรับจำเลยที่ 1เป็นเงิน 60,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เช็คฉบับที่สองปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 6 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 110,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เดิมจำเลยที่ 2 ได้มาขอให้โจทก์ช่วยจ่ายเงินทดรองเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานจำเลยที่ 1 โจทก์ตกลงจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 3,000,000 บาท หลังจากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 วัน จำเลยที่ 2 จึงได้นำเช็คที่จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งจ่ายฉบับละ 1,000,000 บาท รวม 3 ฉบับ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.6ถึง ล.8 มามอบให้โจทก์ ครั้นเช็คดังกล่าวถึงกำหนดเรียกเก็บเงินโจทก์ได้นำไปเข้าบัญชี ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คทั้ง 3 ฉบับ ได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย ล.23 ถึง ล.25เมื่อโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 2 ได้ชำระเงินให้โจทก์500,000 บาท

ส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันสั่งจ่ายเช็ค 2 ฉบับ ฉบับแรกจำนวนเงิน 2,000,000 บาท และฉบับที่สองจำนวนเงิน 500,000 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.12มอบให้โจทก์เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนดเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลเหมือนกันว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ปรากฏตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.11 และ จ.13คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า เช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.12 เป็นเช็คค้ำประกันการที่โจทก์จ่ายเงินทดรองให้แก่จำเลยที่ 1หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2536จำเลยที่ 2 ได้ขอร้องให้โจทก์จ่ายเงินทดรองให้แก่จำเลยที่ 1ก่อน เพื่อจะได้นำไปใช้จ่ายในการบริหารงาน

โจทก์จึงจ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 3,000,000 บาท หลังจากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 วัน จำเลยที่ 2 จึงได้นำเช็คที่จำเลยทั้งสองร่วมกันออกฉบับละ 1,000,000 บาท รวม 3 ฉบับ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินทดรองจ่าย เมื่อถึงกำหนดตามเช็ค โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 3 ฉบับ โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 2 จึงชำระเงินให้โจทก์ 500,000 บาท เงินที่เหลือได้ชำระหนี้เป็นเช็คพิพาท 2 ฉบับ เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีบันทึกการประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 30 กันยายน 2537 เอกสารหมาย จ.16 ซึ่งระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2537 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ในรายการหนี้สินหมุนเวียนจำนวน 2,500,000 บาทเอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นหลังจากวันออกเช็คพิพาทและมีจำนวนเงินตรงกันแล้ว

โจทก์ยังมีสำเนาคำพิพากษาศาลแพ่งเอกสารหมาย จ.31ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินตามเช็คพิพาท โดยศาลแพ่งได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินทดรองจ่ายและคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ เป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินทดรองจ่าย ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าเช็คพิพาทเป็นเช็คค้ำประกันนั้นเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของพยานทั้งสอง จึงยังไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534นั้น จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย

ดังนั้นหนี้เดิมจึงต้องมีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายด้วย เมื่อหนี้เดิมจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดทางอาญา การที่จำเลยทั้งสองได้นำเช็คพิพาทมาแลกเอาเช็คทั้ง 3 ฉบับ ที่จำเลยทั้งสองออกชำระหนี้ให้โจทก์ซึ่งเป็นหนี้เดิมและเมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จะมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้การที่จำเลยทั้งสองเอาเช็คไปแลกเงินสดจากโจทก์ การออกเช็คของจำเลยดังกล่าวจะมิใช่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมาย ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ก็ตามแต่ การที่จำเลยทั้งสองออกเช็คแล้วนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ แล้วเช็คดังกล่าวไม่มีการชำระเงินตามที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายนั้น

ย่อมเกิดเป็นหนี้ระหว่างจำเลยทั้งสองกับโจทก์ตามจำนวนเงินที่ระบุในเช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 899, 900 ซึ่งในกรณีนี้หากจำเลยทั้งสองออกเช็คฉบับใหม่เพื่อชำระหนี้ตามเช็คเดิมที่จำเลยทั้งสองออกให้แก่โจทก์ดังกล่าว เช็คที่จำเลยออกในภายหลังนี้ย่อมถือได้ว่าเป็นเช็คที่ออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ได้ เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.10 จ.12 ชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.8 จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามเช็คเอกสารหมาย ล.6 ถึง ล.8อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คมาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · สันติ ทักราล · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้