Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6172/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าทายาทหลายคนไม่ได้ให้ความยินยอม จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสุจริต เจ้ามรดกมีทายาทด้วยกัน 13 คน โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 ประกอบมาตรา 1745

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวและมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท ศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทรวมถึงทายาทอื่นได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142เมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 13 ส่วน จำเลยที่ 1มีอำนาจขายและจำนองที่ดินพิพาทส่วนของตนได้ จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นรวม12 ใน 13 ส่วนเท่านั้นโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2539 และให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท

ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินพิพาทเพื่อแบ่งปันที่ดินเนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา ให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 17 มกราคม 2539 ในโฉนดที่ดินเลขที่ 13401 ตำบลไหล่ทุ่งอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เฉพาะส่วนของโจทก์เนื้อที่2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา ให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนโดยใส่ชื่อโจทก์

หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 2 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันและมีพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมมารดาเดียวกันทั้งหมด 13 คน นางบรรณ์หรือบันใจเดียว มารดาถึงแก่กรรมปี 2535 มีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 13401 อยู่ที่ตำบลไหล่ทุ่ง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อที่ 32 ไร่เศษ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางบรรณ์หรือบันตามเอกสารหมายจ.5 วันที่ 17 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.6ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมายและผูกพันโจทก์หรือไม่

เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตหรือไม่ และจำเลยที่ 2ก็มิได้ต่อสู้ในคำให้การของตน จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยที่ 2ฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไปขอกู้ยืมเงินจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 ขอหลักทรัพย์ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ได้นำโฉนดที่ดินพิพาทไปค้ำประกัน

จำเลยที่ 2 แนะนำให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางบรรณ์หรือบันจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินเรื่องขอจัดการมรดก วันที่ 19 มกราคม 2539 จำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 2 จำนวน 200,000 บาทต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 กู้เงินจำเลยที่ 2 เพิ่มอีก 500,000บาท ได้ชำระดอกเบี้ยตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยทายาทคนอื่น ๆ ไม่ทราบเรื่อง ต่อมานางอุบลประสาร และนางมณี ประสาร ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ตกลงจะขายที่ดินพิพาทคืนให้จำเลยที่ 1 นางอุบลและนางมณีจึงถอนฟ้อง จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 แต่มีเงื่อนไขว่าให้จำเลยที่ 1 ไปขอจัดการมรดกให้เรียบร้อยก่อน

ตกลงราคา 1,000,000 บาท และชำระเงินมัดจำ500,000 บาท จำเลยที่ 1 กับพี่น้องที่มาด้วยกันรับเงินไปและลงชื่อเป็นหลักฐานในสัญญาจะซื้อจะขายที่มิได้กรอกข้อความเอกสารหมาย ล.4และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าพี่น้องของโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีทั้งหมดกี่คนจำไม่ได้ จำเลยที่ 2 ไม่เคยติดต่อทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 เพียงแต่แนะนำให้ว่าทนายความในอำเภอตระการพืชผลมีหลายคนให้ไปพบเอง เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะเป็นพี่น้องกันก็ตามในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำดำเนินการให้จำเลยที่ 2 เคยเป็นกำนันตำบลขุหลุ และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย จึงเป็นบุคคลกว้างขวาง น่าจะรู้จักครอบครัวของนางบรรณ์หรือบันดี

นางคำล้าน หินนาค พยานโจทก์ซึ่งเป็นน้าของโจทก์เคยไปทำงานรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าที่บ้านจำเลยที่ 2 เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 รู้จักกับตระกูลของนางบรรณ์หรือบันดีหมายถึงทราบว่ามีลูกทั้งหมดกี่คน ฉะนั้นที่จำเลยที่ 2 ให้พี่น้องจำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่มิได้กรอกข้อความเอกสารหมาย ล.4 ก็ดี การที่จำเลยที่ 2 ยอมจ่ายเงินจำนวน150,000 บาท ให้นางอุบลกับนางมณีบุตรนางบรรณ์หรือบันที่เกิดจากนายสิม ประสาร ก็ดี แสดงว่าจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า ญาติพี่น้องของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทในทรัพย์มรดกของนางบรรณ์หรือบัน มีหลายคนที่ไม่ได้ให้ความยินยอม ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยสุจริต

ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นโจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา และให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ไม่ได้พิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งฉบับและไม่ได้ให้จำเลยที่ 2 ไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งแปลงตามฟ้องขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 และมาตรา 239 นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนางบรรณ์หรือบันซึ่งมีทายาทด้วยกัน 13 คน โจทก์เป็นทายาทคนหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359ประกอบมาตรา 1745 โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวและมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทศาลมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทรวมถึงทายาทอื่นได้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว

ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์ข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงเมื่อจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท 1 ใน 13 ส่วน จำเลยที่ 1มีอำนาจขายและจำนองที่ดินพิพาทส่วนของตนได้ จึงต้องเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่นรวม12 ใน 13 ส่วน เท่านั้น ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทอื่น12 ใน 13 ส่วน และให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท12 ใน 13 ส่วน กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์จำนวน2 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ในกรณีที่จำเลยที่ 2ไม่ไถ่ถอนจำนอง และโจทก์ได้ชำระค่าไถ่ถอนจำนองไปย่อมให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ได้

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุมิตร สุภาดุลย์ · พิชัย เตโชพิทยากูล · สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้