Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 616/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บิดาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาให้โจทก์ไว้มีความว่า บิดาจำเลยได้ขายฝากที่ดินพิพาทอันมี ส.ค.1 ให้โจทก์ทำผลประโยชน์ในที่ดินแทนดอกเบี้ยเป็นเวลา 4 ปี เมื่อครบกำหนดแล้วถ้าไม่นำเงินมาชำระ จะยอมโอนที่พิพาทให้โจทก์เป็นจำนวนเงินหกหมื่นบาท และยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่โจทก์ในวันถัดจากวันครบกำหนด บิดาจำเลยได้รับราคาดังกล่าวไปแล้ว ดังนี้ไม่ใช่สัญญาขายฝากที่พิพาท แต่เป็นเรื่องกู้เงินโดยมอบที่พิพาทให้ทำนาต่างดอกเบี้ย ครั้นบิดาจำเลยตาย จำเลยที่ 1 ที่ 2รับสภาพหนี้โดยให้โจทก์ทำนาต่อมา เมื่อหนี้ถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตกลงกับโจทก์ขอชำระหนี้ด้วยที่พิพาทโดยขอเงินเพิ่มจากโจทก์อีก โจทก์ตกลงและจ่ายเงินให้บางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือจะจ่ายให้ในวันโอน เมื่อที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า การที่โจทก์ได้รับมอบให้ครอบครองที่พิพาทต่อมานับแต่ตกลงกันนั้น หนี้ของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 ที่พิพาทย่อมตกเป็นของโจทก์ การที่จำเลยจะไปโอนให้แก่โจทก์นั้นเป็นเพียงพิธีการ โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยโอนให้ และรับเงินที่ยังค้างอยู่ได้ และเมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตกลงกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 กลับโอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 เจ้าหนี้อีกรายหนึ่งไป โดยจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้เพิกถอนการโอนระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เสียได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นบุตรนายสน ศรีบุบผา นายสนได้เอาที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 54, 55 ขายฝากแก่โจทก์เป็นเงิน 60,000 บาท การขายฝากทำสัญญากันเอง โจทก์ได้ชำระเงินและเข้าครอบครองทำนาต่างดอกเบี้ยตั้งแต่ปีที่ขายฝาก เมื่อ พ.ศ. 2505 นายสนตายที่ดินตกเป็นมรดกแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยินยอมให้โจทก์ครอบครองที่ดินทำกินต่างดอกเบี้ยตามสัญญาตลอดมาจนครบ 4 ปี ผู้รับมรดกว่าไม่มีเงินไถ่ถอนจะยอมโอนที่ดินให้ตามสัญญา ขอเงินเพิ่มเป็นค่าใช้จ่ายในการโอนอีก 6,000 บาท โจทก์จ่ายให้จำเลยที่ 2 ไป 1,164 บาท จำเลยที่ 2 เป็นพระภิกษุจัดการรับมรดกและโอนไม่ได้ จึงให้จำเลยที่ 1 ประกาศรับมรดกและออก น.ส.3 เพื่อโอนขายให้โจทก์

นายเท้งสามีจำเลยที่ 3 ค้านว่านายสนเป็นหนี้นายเท้งอยู่จำเลยที่ 1 จะโอนให้จำเลยที่ 3 แล้วจะนำเงินชำระให้โจทก์ โจทก์ไม่ยอมและคัดค้านไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนขายที่พิพาทให้จำเลยที่ 3 โดยรู้อยู่แล้วว่าที่พิพาทนายสนได้ขายฝากและมอบให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยและสัญญาถึงกำหนดโอนขายให้แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1, 3 ไม่สุจริต ฉ้อฉลโจทก์ทำให้โจทก์เสียเปรียบ เพราะนายสนไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เป็นโมฆะ บังคับให้จำเลยที่ 1 รับเงินที่ค้างอยู่ 4,836 บาทจากโจทก์แล้วโอนขายที่พิพาทให้โจทก์ ถ้าไม่ยอมโอนก็บังคับให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 61,164 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 3 ให้การว่า นายสนไม่เคยเอาที่ดินตามฟ้องไปขายฝากไว้กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับรองหนี้หรือสัญญาใด ๆ ไม่เคยรับจะโอนที่ดินให้โจทก์ โจทก์เข้าทำกินในที่พิพาทบางส่วนโดยอาศัย การรับมรดกและออก น.ส.3 จำเลยที่ 1 ทำไปแต่ผู้เดียว จำเลยที่ 3 รับซื้อที่ดินไว้ในราคา 50,000 บาทโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจขอเพิกถอนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทำลายนิติกรรมซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ 4,816 บาทและโอนที่พิพาทให้โจทก์

หากไม่ยอมโอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาโอน ถ้าโอนไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 ผู้รับมรดกนายสนใช้เงินให้โจทก์ 61,164 บาทกับดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ไม่เชื่อว่านายสนจะได้ทำสัญญาขายฝากที่พิพาทให้โจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นศาลฎีกาฟังว่า นายสนได้ทำสัญญาเอกสาร จ.5 ให้โจทก์ไว้ สัญญานี้มีความว่า "ผู้ขายได้ขายฝากที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 54, 55 เป็นเนื้อที่ 66 ไร่ โดยผู้ขายขายฝากให้ผู้ซื้อทำผลประโยชน์ในที่ดินแทนดอกเบี้ยเป็นเวลา 4 ปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญานี้ ผู้ขายไม่นำเงินมาชำระตามกำหนดสัญญา ผู้ขายจะยอมโอนที่ดินทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อเป็นจำนวนเงินหกหมื่นบาท และยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ วันที่ 14 เมษายน 2508 และผู้ขายได้รับราคาดังกล่าวแล้วไปจากผู้ซื้อเสร็จแล้ว"

โจทก์ได้เข้าทำนาในที่พิพาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 นายสนตาย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้โจทก์ทำนาพิพาทต่อไปว่าครบกำหนดจะไถ่ถอน ในปี พ.ศ. 2508 เมื่อจะครบกำหนดตามสัญญาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตกลงจะโอนที่พิพาทให้โจทก์และขอเงินเพิ่มจากโจทก์อีก6,000 บาท โจทก์ตกลงจำเลยที่ 2 ขอรับเงินไปแล้ว 1,164 บาท ครั้นเมื่อจำเลยที่ 2 จะขอรับมรดกที่พิพาทก็รับมรดกไม่ได้เพราะเป็นพระภิกษุ จำเลยที่ 1 จึงขอรับมรดก ครั้นถึงวันนัดโอนที่พิพาทนายเท้งคัดค้านไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 รับโอน อ้างว่านายสนเป็นหนี้นายเท้งอยู่ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2509 จำเลยที่ 1 รับมรดกที่พิพาทแล้วโอนขายให้จำเลยที่ 3 ภรรยาของนายเท้งศาลฎีกาเห็นว่า นายสนทำสัญญาไว้กับโจทก์แล้วยังไม่ได้ชำระเงินให้ก็ถึงแก่กรรมไป

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทได้รับสภาพหนี้โดยให้โจทก์ทำนาต่างดอกเบี้ยต่อมาจำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันที่จะต้องใช้หนี้ให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ไปโดยนายสนไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกที่จะใช้หนี้โจทก์ และจำเลยที่ 3 ก็รู้ถึงความจริงอยู่ว่าถ้าจำเลยที่ 3 รับโอนที่พิพาทไปแล้วจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาทนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237สัญญาหมาย จ.5 นั้น มิใช่เป็นเรื่องขายฝาก เพราะกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทมิได้ตกไปยังโจทก์โดยมีข้อตกลงว่าอาจไถ่คืนได้ จึงเป็นเรื่องนายสนกู้เงินโจทก์และมอบที่ดินให้โจทก์ทำนาต่างดอกเบี้ย เมื่อนายสนถึงแก่กรรมแล้ว

จำเลยที่ 1, ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทได้ตกลงกับโจทก์ขอชำระหนี้นายสนด้วยที่พินพิพาท และขอเงินเพิ่มเติมอีก 6,000 บาท โจทก์จ่ายให้ 1,164 บาทแล้ว ที่เหลือจะจ่ายให้ในวันโอนที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า เมื่อโจทก์ได้รับมอบให้ครอบครอง ต่อมาภายหลังการตกลงดังกล่าวนี้ จึงเป็นการสละสิทธิครอบครองที่พิพาทให้โจทก์ การที่จำเลยชำระหนี้ด้วยที่พิพาทแทนการชำระหนี้ที่นายสนตกลงไว้ และโจทก์ยอมรับชำระหนี้ดังกล่าว กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 หนี้ของโจทก์ก็เป็นอันระงับสิ้นไป ที่พิพาทย่อมตกเป็นของโจทก์ การที่จำเลยจะไปจัดการโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์ต่อไปนั้น จึงเป็นเพียงพิธีการ โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยโอนตามที่ตกลงได้พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทให้โจทก์พร้อมกับรับเงินที่ค้างอยู่ 4,836 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่โอน ให้เอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนับ คัมภีรยส · ชลอ บุปผเวส · เฉลิม กรพุกกะณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้