Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6152/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(3) และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 ห้ามมิให้ที่ดินประเภทดังกล่าวโอนแก่กัน ประกอบกับพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 มาตรา 14 ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้ผู้ที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองไม่สามารถใช้ยันรัฐได้แต่ระหว่างราษฎรด้วยกันผู้ที่ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อนมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่น เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโจทก์จึงไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทมาให้จำเลยอาศัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.พ.พ. มาตรา 1304 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 14

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 กับนางเขียว บรรลังค์ภรรยาได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลบุพรามณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีมาตั้งแต่ปี 2500 ต่อมาในปี 2507 ทางราชการได้ประกาศให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในปี 2530 โจทก์ที่ 1อนุญาตให้จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยที่ดินดังกล่าว ต่อมาปี 2532นางเขียวถึงแก่กรรม สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงตกมาเป็นของโจทก์ทั้งสอง ปี 2535 โจทก์ทั้งสองประสงค์จะเข้าทำกินบนที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัย จึงแจ้งให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไป และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสองและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองจำเลยให้การว่า

จำเลยไม่เคยขอโจทก์ทั้งสองเข้าปลูกบ้านอยู่อาศัย จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด จึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ทั้งสอง และที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่ามีเหตุที่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและสืบพยานโจทก์ทั้งสองกับจำเลยก่อนแล้วจึงวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อตามคำฟ้องและคำให้การข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(3) ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1004 บัญญัติห้ามมิให้ที่ดินประเภทดังกล่าวโอนแก่กัน

เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ยังได้บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเห็นได้ว่าตามบทกฎหมายดังกล่าวมีผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน ผู้ที่ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อน ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่น มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้าแย่งสิทธิระหว่างกันเองได้ตามอำเภอใจ ซึ่งหาใช่เจตนารมณ์อันแท้จริงแห่งกฎหมายไม่ ดังนั้นถ้าหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าไปแย่งการครอบครองอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนสิทธิของโจทก์ทั้งสอง และฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2524 ระหว่างนายเรือง อินทร์เครือ โจทก์ นางมอญ ล้านนาหรือล้านสม จำเลยแต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องอ้างว่าให้จำเลยอาศัยซึ่งข้อเท็จจริงต่างกับคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2524และที่ 3677/2531 ที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจนำที่ดินพิพาทดังกล่าวให้จำเลยอาศัยไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเมื่อโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องก็เป็นการถูกต้องแล้วที่ศาลชั้นต้นงดชี้สองสถานและงดสืบพยานโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริม บุญทรงสันติกุล · อุระ หวังอ้อมกลาง · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4840/2552

ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวง จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2544

กรุงเทพมหานครจำเลยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3630/2541

โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้รับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกอันเกิดจากการ นำยึด และขายทรัพย์สินโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 284 วรรคสอง ซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติในเร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5106/2541

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้แล้วว่าโจทก์ได้ทำรั้วลวดหนามล้อมรอบที่พิพาทและปลูกไม้ยืนต้นตามที่ระบุชื่อไว้ในที่พิพาท โดยระบุจำนวนเนื้อที่ และแสดงแผนที่พิพาทไว้ตามเอกสารท้ายฟ้อง แล้วถูกจำเลยบุกรุกทำลายต้นไม้ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2541

จำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่ามาจากโจทก์ด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางสีทองในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ซึ่งเดิมมีหลักเขตที่ดินแน่นอน แต่ต่อมาแนวเขตที่ดินด้าน ติดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางสีทองถูกน้ำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้