Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6151/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นคนที่ถูกผู้อื่นหลอกลวงได้ง่ายและพฤติการณ์ในคดีก็ได้ความว่าอาของจำเลยเป็นผู้ใช้ให้จำเลยไปชิงทรัพย์ และอาของจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปทิ้งให้อยู่ในที่เกิดเหตุ จนกระทั่งจำเลยมาชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วหลบหนีไปเพียงลำพัง โดยอาของจำเลยไม่ได้กลับมาที่เกิดเหตุอีกเลย จำเลยกับอาของจำเลยจึงมิใช่ตัวการร่วมกันชิงทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 83 แต่เป็นกรณีจำเลยชิงทรัพย์ตามที่อาของจำเลยใช้เท่านั้น และตามพฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์อันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น ตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ปัญหาว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์และปัญหาว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรี

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษากลับเป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำเลยมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปีลดมาตราส่วนกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 7 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และเห็นว่าขณะกระทำความผิดจำเลยยังเป็นเยาวชนเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัว จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง มีคนร้าย 1 คน ลักเอาเงินจำนวน 25,230 บาท และถุงผ้าใส่เงิน 1 ใบ ของนางสาววรรณาผู้เสียหายไปโดยใช้ผ้าขาวม้าปิดปากผู้เสียหายจริงตามฟ้อง และในวันเดียวกันนั้น เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดเงินและถุงผ้าดังกล่าวได้ที่กองไม้เก่าริมรั้วบ้านของนางดวงแขที่คนร้ายนำไปซุกซ่อนไว้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า ขณะที่พยานนั่งอยู่ริมถนนรอนางดวงแข มีจำเลยซึ่งพยานไม่ได้สังเกตว่าเดินมาจากทางใด

พยานเห็นจำเลยอยู่ใกล้แล้วจึงลุกขึ้นยืน จำเลยใช้ผ้าขาวม้าปิดปากพยานไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือ พยานพยายามดึงผ้าขาวม้าออกแต่จำเลยดึงพยานเข้าไปริมป่าข้างกองขยะแล้วเอาถุงผ้าใส่เงินซึ่งมีเงินอยู่จำนวน 25,230 บาท กับเอกสารต่างๆ วิ่งหลบหนีไป เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันผู้เสียหายเห็นจำเลยในระยะใกล้ เมื่อจำเลยถูกจับผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันจำเลยเป็นคนร้าย นอกจากนี้โจทก์ยังมีดาบตำรวจสิทธิศักดิ์ เบิกความยืนยันว่า พยานได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุมีเหตุคนร้ายชิงทรัพย์ พยานไปที่เกิดเหตุพบผู้เสียหาย แจ้งตำหนิรูปพรรณคนร้ายและบอกพยานว่าหากเห็นคนร้ายอีกสามารถจำได้ ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์ที่นางดวงแขขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหายไปนวดและเมื่อนวดเสร็จแล้วได้พากลับ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุนางดวงแขบอกว่ารถจักรยานยนต์ยางรั่วให้ผู้เสียหายนั่งรอจนถูกคนร้ายชิงเอาเงินสดไป ต่อมาพนักงานสอบสวนแจ้งให้พยานไปตามนางดวงแขมาสอบปากคำ นางดวงแขบอกว่าจำเลยเป็นผู้ชิงเอาเงินสดไป พยานจึงไปตามจำเลยมาให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำ จำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ชิงเอาเงินสดโดยนางดวงแขใช้ จำเลยได้พาไปเอาถุงเงินที่นำไปซ่อนไว้โดยนางดวงแขไปด้วย จำเลยได้หยิบถุงเงินที่ซ่อนไว้ที่กองไม้เก่าริมรั้วหลังบ้านนางดวงแข พยานเปิดดูพบเงินอยู่ในถุงจึงนำมานับที่สถานีตำรวจได้จำนวน 25,230 บาท ความข้อนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายชิงทรัพย์ของผู้เสียหายไปจริง ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่โดยมีนางอำพรและนายคำ

มาเบิกความสนับสนุนนั้น เห็นว่า นางอำพร เป็นมารดาของจำเลย นายคำเป็นตาของจำเลยย่อมมีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความช่วยเหลือจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ แต่อย่างไรก็ตามได้ความตามรายงานการสืบเสาะว่าจำเลยมักถูกผู้อื่นหลอกลวงได้ง่ายและตามทางนำสืบได้ความว่า นางดวงแขเป็นอาของจำเลยและเป็นผู้ใช้ให้จำเลยเป็นผู้ชิงทรัพย์ การที่นางดวงแขขับรถจักรยานยนต์ไปคงให้ผู้เสียหายอยู่ในที่เกิดเหตุเพียงลำพังโดยนางดวงแขไม่ได้อยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุจนกระทั่งจำเลยมาชิงทรัพย์ผู้เสียหายแล้วได้หลบหนีไปเพียงลำพัง ส่วนนางดวงแขก็มิได้กลับมาที่เกิดเหตุเลย พฤติการณ์ของจำเลยและนางดวงแขเช่นนี้จึงมิใช่เป็นตัวการร่วมกันชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา แต่เป็นการที่จำเลยกระทำการชิงทรัพย์เพราะถูกนางดวงแขใช้เท่านั้น

ดังนี้ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์อันจะเป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ปัญหาว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์และปัญหาว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางประการ

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 กับ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2548 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับเกี่ยวกับโทษและวิธีการสำหรับเด็ก ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคหนึ่ง จำเลยอายุสิบห้าปีเศษขณะกระทำความผิด ลดมาตราส่วนโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 2 ปี 6 เดือน ก่อนจับกุมจำเลยให้ถ้อยคำเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 8 เดือน ตามรายงานการสืบเสาะจำเลยอ่อนเยาว์ทางความคิดมักถูกหลอกลวงเสมอเคยต้องหาคดีลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นจำคุก 4 เดือน แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรม มารดาไม่สามารถดูแลเอาใจใส่ นอกจากนี้ตามใบความเห็นแพทย์เอกสารอันดับ 6/1 ในสำนวนนี้ระบุว่าจำเลยปัญญาอ่อนคาบเส้นสอดคล้องกับรายงานการสืบเสาะ เห็นสมควรให้จำเลยปฏิบัติตนเป็นคนดี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 จังหวัดราชบุรีมีกำหนด 1 ปี คำขอโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กีรติ กาญจนรินทร์ · สิริรัตน์ จันทรา · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเพชรบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว - นายภักชัยฤทธิ์ นวลมีชื่อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายพินิจ บุญชัด
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(อ)6/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ83/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ180/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้