Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6132/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมีภาระต้องทำงานชดใช้หนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศเป็นเวลา5ปี10เดือน24วันคิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้จำนวน160,089.99บาทและต้องทำงานชดใช้หนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรมณต่างประเทศเป็นเวลา1ปี6เดือน2วันคิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้จำนวน556,199.90บาทซึ่งในการพิจารณาว่าหนี้รายใดจะตกหนักที่สุดแก่จำเลยนั้นจะต้องพิจารณาจากภาระที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นประเด็นสำคัญแม้ระยะเวลาทำงานชดใช้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศยาวนานกว่าก็ตามแต่กรณีได้ผ่านพ้นระยะเวลาที่จะต้องทำงานชดใช้ไปแล้วเนื่องจากโจทก์อนุญาตให้จำเลยลาออกจากราชการจำเลยจึงมีหน้าที่เพียงชดใช้เงินให้แก่โจทก์เท่านั้นดังนั้นจึงต้องพิจารณาจากจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยดังนั้นหนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรืออบรมณต่างประเทศจึงเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลยจึงต้องให้หนี้ตามสัญญาดังกล่าวได้เปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา328โดยนำเวลาที่จำเลยกลับเข้าทำงานชดใช้เป็นเวลา3ปี1เดือน24วันไปชดใช้เวลาที่จำเลยต้องทำงานชดใช้จำนวน1ปี6เดือน2วันก่อนซึ่งยังเหลือเวลาที่จำเลยทำงานชดใช้ไว้อีก1ปี7เดือน22วันและถือว่าจำเลยได้ทำงานชดใช้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรมณต่างประเทศครบตามสัญญาแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวอีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เดิมรับราชการตำแหน่งอาจารย์ 1วิทยาลัยครูเชียงใหม่ สังกัดโจทก์ เมื่อปีการศึกษา 2519จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ลาศึกษาต่อภายในประเทศณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ระดับปริญญาโทด้านภาษาและวรรณคดีอังกฤษ หลักสูตร 2 ปี วันที่ 21 มิถุนายน 2519จำเลยที่ 1 ทำสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศไว้แก่โจทก์มีนางสาวศันสนีย์ จันทร์สถิตย์พร เป็นผู้ค้ำประกันครบกำหนดเวลาตามสัญญา จำเลยที่ 1 ยังไม่จบการศึกษาและได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อได้อีก 3 ภาคการศึกษา มีการทำสัญญากันใหม่อีก 3 ฉบับครั้งแรกวันที่ 6 มิถุนายน 2521 กำหนดเวลา 1 ภาคการศึกษานับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2521 เป็นต้นไป

นางสาวมานี ธรรมรักษ์เป็นผู้ค้ำประกัน ครั้งที่สองวันที่ 7 พฤศจิกายน 2521 กำหนดเวลา1 ภาคการศึกษา นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2521 เป็นต้นไปนางสาวสมพร เทศะบำรุง เป็นผู้ค้ำประกัน ครั้งที่สามวันที่10 มิถุนายน 2522 กำหนดเวลา 1 ภาคการศึกษา นับแต่วันที่1 มิถุนายน 2522 เป็นต้นไป นางยุพยง ทองดี จำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อจำเลยที่ 1 จบการศึกษาได้กลับเข้าทำงานตามสังกัดเดิมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 รวมเวลาเรียน 3 ปี 4 เดือนแล้วกลับเข้าทำงานชดใช้ทุนจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2523 จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ลาไปฝึกอบรมที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ด้วยทุนซีเมโอ โดยเมื่อวันที่23 มิถุนายน 2523 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม

ณ ต่างประเทศให้ไว้แก่โจทก์ กำหนดเวลาตั้งแต่วันที่7 กรกฎาคม 2523 ถึงวันที่ 6 เมษายน 2524 เป็นเวลา 9 เดือน1 วัน นายประกิจ ดวงพิกุล จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 กลับเข้าทำงานตามสังกัดเดิมเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2524ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2527และได้รับอนุญาตจากโจทก์ตามคำสั่งที่ 445/2527 ลงวันที่ 22พฤษภาคม 2527 จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจำนวน 51,535บาท ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศและสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 จะต้องรับราชการในสังกัดโจทก์หรือในสังกัดอื่นตามที่ได้รับอนุญาตเป็นเวลา 2 เท่าของเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาต่อและรับเงินเดือนกับเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพ

หากผิดสัญญาต้องใช้คืนเงินเดือนกับเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพที่ได้รับไปจากโจทก์ระหว่างลาและเงินทุนที่ได้รับนั้นให้แก่โจทก์พร้อมเบี้ยปรับอีก1 เท่า จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้ให้แก่โจทก์เพียง 3 ปี 11 เดือนซึ่งไม่ครบกำหนดเวลาเป็นการผิดสัญญา ตามสัญญาฉบับแรกเหลือเวลาทำงานชดใช้อีก 1 เดือน ต้องใช้คืนเงินพร้อมเบี้ยปรับจำนวน2,013.70 บาท ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนแล้ว ตามสัญญาฉบับวันที่6 มิถุนายน 2521 ยังไม่ได้ทำงานชดใช้ ต้องใช้คืนเงินพร้อมเบี้ยปรับจำนวน 23,390 บาท ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนแล้วตามสัญญาฉบับวันที่ 7 พฤศจิกายน 2521 ยังไม่ได้ทำงานชดใช้ต้องใช้คืนเงินพร้อมเบี้ยปรับจำนวน 36,190 บาท โจทก์นำเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 หักชำระหนี้แล้วตามสัญญาฉบับวันที่ 10 มิถุนายน 2522ยังไม่ได้ทำงานชดใช้

ต้องใช้คืนเงินพร้อมเบี้ยปรับจำนวน 20,680 บาทโจทก์นำเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ส่วนที่เหลือจำนวน 15,345 บาทหักชำระหนี้บางส่วนแล้ว คงเหลือหนี้ตามสัญญาฉบับนี้จำนวน 5,335 บาทซึ่งจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว และตามสัญญาฉบับวันที่23 มิถุนายน 2523 ที่รับทุนซีเมโอ จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ทำงานชดใช้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันต้องใช้คืนเงินเดือนเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพ พร้อมเบี้ยปรับรวมจำนวน 63,926.20 บาทเงินทุนพร้อมเบี้ยปรับจำนวน 492,273.70 บาท รวม 2 รายการจำนวน 556,199.90 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องเสียดอกเบี้ยตามที่กำหนดในสัญญาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปเมื่อรวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 796,264.20บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน796,264.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 556,199.90 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาก่อนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จากสารบบความจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์แล้วคงเหลือหนี้อีกไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณเวลาที่จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการหลังจากฝึกอบรมเสร็จก็เป็นการเพียงพอกับการใช้ทุนตามสัญญาแล้ว

จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด คดีโจทก์ขาดอายุความและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินจำนวน645,572.84 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 556,199.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินจำนวน 556,199.60 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2531ส่วนจำเลยที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลย ที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในสังกัดของโจทก์และได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร โดยทำสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2519 กำหนดเวลา2 ปี ตามเอกสารหมาย จ.2 นางสาวศันสนีย์ จันทร์สถิตย์พรเป็นผู้ค้ำประกัน ครบกำหนดการลาจำเลยที่ 1 ยังไม่จบการศึกษาแต่ได้รับอนุญาตให้ลาต่ออีก 3 ภาคการศึกษา จึงมีการต่อสัญญาอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ภาคการศึกษาโดยฉบับแรกลงวันที่ 6 มิถุนายน2521 ตามเอกสารหมาย จ.3 นางสาวมานี ธรรมรักษ์ เป็นผู้ค้ำประกันสัญญาฉบับที่สองลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2521 ตามเอกสารหมาย จ.4นางสาวสมพร

เทศะบำรุง เป็นผู้ค้ำประกัน และสัญญาฉบับที่สามลงวันที่ 10 มิถุนายน 2522 ตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกัน รวมเวลาที่ลาเพื่อศึกษาต่อ 3 ปี 4 เดือน ระหว่างลาจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนและเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพจากโจทก์ตามปกติ จบการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1 กลับเข้าทำงานตามสังกัดเดิมเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2522 และทำงานได้เพียง 9 เดือน 6 วันก็ได้รับอนุญาตให้ลาไปฝึกอบรมที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ด้วยทุนซีเมโอ เป็นเวลา 9 เดือน 1 วัน ซึ่งจำเลยที่ 1ทำสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ ให้ไว้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2523 ตามเอกสารหมาย จ.8 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย

ป.ล.1ระหว่างที่ลาเพื่อฝึกอบรมจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนกับเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพจากโจทก์ตามปกติ และได้รับเงินทุนตามจำนวนที่กำหนดจำเลยที่ 1 กลับเข้าทำงานให้แก่โจทก์อีกครั้งเมื่อวันที่ 7 เมษายน2524 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอลาออกจากราชการและได้รับอนุญาตให้ลาออกได้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2527 โดยได้รับบำเหน็จจำนวน 51,535 บาทรวมเวลาที่จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้ให้แก่โจทก์ในช่วงหลังนี้ 3 ปี1 เดือน 24 วัน จำเลยที่ 1 จึงรับราชการชดใช้ไม่ครบตามสัญญาที่ทำไว้แก่โจทก์ซึ่งตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์ทั้งห้าฉบับนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องทำงานชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นเวลา 2 เท่าของเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาต่อและฝึกอบรมโดยรับเงินเดือนกับเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพ

หากผิดสัญญาต้องใช้คืนเงินเดือนกับเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพที่ได้รับไปจากโจทก์ระหว่างลาและเงินทุนที่ได้รับไปนั้นให้แก่โจทก์พร้อมเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ถ้าผิดนัดไม่ชดใช้คืนเงินและเบี้ยปรับตามสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5จำนวน 160,089.99 บาท และตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรมณ ต่างประเทศเอกสารหมาย จ.8 จำนวน 556,199.90 บาท โจทก์จึงเรียกให้จำเลยที่ 1 และผู้ค้ำประกันทุกรายชำระหนี้และนำเวลารับราชการที่จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้มาหักออกจากเวลาที่ต้องชดใช้ตามสัญญาฉบับแรกแล้วยังเหลือเวลาที่ต้องชดใช้อีก 1 เดือนซึ่งผู้ค้ำประกันตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศตามสัญญาฉบับแรกและฉบับที่สองชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 แล้ว

ส่วนสัญญาฉบับที่สามโจทก์นำเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 หักชำระหนี้แล้วยังเหลือเงินบำเหน็จอยู่ 15,345 บาท จึงนำมาหักชำระหนี้ตามสัญญาฉบับที่สี่และยังคงเหลือหนี้ตามสัญญาฉบับที่สี่จำนวน 5,335 บาทตามเอกสารหมาย จ.19 และหนี้ตามสัญญาฉบับที่สี่ที่ยังค้างชำระจำนวน5,335 บาท นั้น จำเลยที่ 2 ชำระให้แก่โจทก์แล้วหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้พร้อมด้วยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,242.68 บาทหนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศทั้ง 4 ฉบับจึงได้รับการชำระเสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือแต่หนี้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 ที่ยังไม่ได้รับชดใช้จำนวน 556,199.90 บาทจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระได้ยื่นคำร้องขอเข้ารับราชการตามเดิมเพื่อใช้ทุน แต่โจทก์ไม่อนุญาตพิเคราะห์แล้ว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3ข้อแรกว่า การที่โจทก์นำระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้ทุนและเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ไปหักใช้หนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 ก่อน โดยถือว่าเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลยที่ 1 นั้น ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสองหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า การที่โจทก์นำเอาเวลาทำงานชดใช้ทุนจำนวน 3 ปี1 เดือน 24 วัน ที่จำเลยที่ 1 ทำงานหลังจากกลับจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ไปหักหนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5โดยถือว่าเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง

นั้นไม่ถูกต้อง เพราะหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลยที่ 1 คือหนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.8 เนื่องจากจำเลยที่ 1จะต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาฉบับนี้จำนวน 556,199.90 บาทแต่หนี้ที่ต้องชดใช้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศตามเอกสารหมาย จ.2 หรือ จ.5 มีจำนวนรวมกันเพียง 160,089.99 บาทเท่านั้น จึงต้องนำเอาเวลาทำงานและเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1ไปใช้หนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.8 ก่อน จึงจะชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 328 วรรคสอง เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีภาระต้องทำงานชดใช้หนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศตามเอกสารหมาย

จ.2ถึง จ.5 เป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน 24 วัน คิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้จำนวน 160,089.99 บาท และต้องทำงานชดใช้หนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.8 เป็นเวลา1 ปี 6 เดือน 2 วัน คิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้จำนวน 556,199.90 บาทซึ่งในการพิจารณาว่าหนี้รายใดจะตกหนักที่สุดแก่จำเลยที่ 1 นั้นจะต้องพิจารณาจากภาระที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นประเด็นสำคัญ แม้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 และ จ.8 นั้นจำเลยที่ 1 จะต้องทำงานชดใช้เป็นเวลา 2 เท่าของเวลาที่จำเลยที่ 1รับเงินเดือนระหว่างไปศึกษาต่อหรือไปฝึกอบรม โดยระยะเวลาทำงานชดใช้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 ยาวนานกว่าตามสัญญาเอกสารหมาย

จ.8 ก็ตามแต่กรณีได้ผ่านพ้นระยะเวลาที่จะต้องทำงานชดใช้ไปแล้วเนื่องจากโจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่เพียงชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาเท่านั้นดังนั้นการพิจารณาว่าหนี้รายใดที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลยที่ 1จึงต้องพิจารณาจากจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย เมื่อหนี้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 ที่จำเลยที่ 3เป็นผู้ค้ำประกันนั้น จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวน 556,199.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 13 เมษายน 2531 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดส่วนหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาเอกสารหมายจ.2 ถึง จ.5 นั้น

มีจำนวน 160,089.99 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 เมษายน 2531 ดังนั้นหนี้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 จึงเป็นรายที่ตกหนักที่สุดแก่จำเลยที่ 1 เพราะเมื่อคำนวณดอกเบี้ยในระยะเวลาเท่ากัน จำนวนดอกเบี้ยของหนี้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 จะเป็นจำนวนที่สูงกว่าจึงต้องใช้หนี้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 ได้เปลื้องไปก่อนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น โดยนำเวลาที่จำเลยที่ 1 กลับเข้าทำงานชดใช้เป็นเวลา 3 ปี 1 เดือน 24 วัน ไปชดใช้เวลาที่จำเลยที่ 1ต้องทำงานชดใช้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.8 จำนวน 1 ปี 6 เดือน 2 วันก่อน ซึ่งยังเหลือเวลาที่จำเลยที่ 1 ทำงานชดใช้ไว้อีก 1 ปี7 เดือน 22 วัน และถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำงานชดใช้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม

ณ ต่างประเทศเอกสารหมาย จ.8 ครบตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวอีก จำเลยที่ 3ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดเช่นเดียวกัน คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป และกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้จำเลยที่ 1จะไม่ได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1)ประกอบด้วยมาตรา 247พิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ จำเลย ที่ 1 ชำระ เงิน จำนวน 35,806.86 บาทพร้อม ด้วย ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ 15 ต่อ ปี นับแต่ วันที่ 13 เมษายน2531 เป็นต้น ไป จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์ และ ยกฟ้อง โจทก์เฉพาะ จำเลย ที่ 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิวัตน์ แก้วเกิดเคน · ยงยุทธ ธารีสาร · ยรรยง ปานุราช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้