คำฟ้องและคำให้การ
ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1369/2530พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นางประไพ คล้ายลำเจียกโจทก์นายอัศนีย์ รังสาครจำเลยนางประไพ คล้ายลำเจียก โจทก์ร่วมผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 220ความว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาจึงไม่รับโจทก์ร่วมเห็นว่า
โจทก์ร่วมฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้นกล่าวคือโจทก์ร่วมฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าเช็คพิพาทไม่ใช่เช็คค้ำประกัน เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเงินตามเช็คจำเลยต้องรับผิดตามข้อความในเช็ค และการที่จำเลยห้ามธนาคารใช้เงินตามเช็ค จำเลยจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 หรือไม่ นอกจากนั้นฎีกาข้อ 2.4 และ 2.5 ก็เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเช่นเดียวกันโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมหมายเหตุ จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์คำสั่ง (อันดับ 75)โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฯลฯระหว่างพิจารณา นางประไพคล้ายลำเจียก
ผู้เสียหายขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์ร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 70)โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 73)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คเป็นประกัน และจำเลยมิได้มีเจตนาทุจริตห้ามธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค เป็นการยกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 โจทก์ร่วมฎีกาว่าจำเลยออกเช็คชำระหนี้โดยนำมาแลกเงินสดมิใช่เป็นประกัน จำเลยห้ามธนาคารจ่ายเงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริต และไม่สมควรรับฟังพยานเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 1 นั้น เป็นการคัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมชอบแล้ว ยกคำร้อง