Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6110/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคนฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานละเมิดมาในคำฟ้องเดียวกันซึ่งไม่ใช่หนี้ร่วมที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่1ชำระเงินค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ50,000บาททุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างจำเลยที่1กับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้จำเลยที่1ฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยที่2ก่อสร้างอาคารโดยประมาทเลินเล่อซึ่งนอกจากทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินแล้วยังทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหายแก่ร่างกายและอนามัยโจทก์ทั้งสี่ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินอันได้แก่ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสี่ต้องทุกข์ทรมานจิตใจและไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ไกลเกินเหตุ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3และที่ 4 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 22, 13, 11/1 และ 18 ตามลำดับจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ทำการก่อสร้างอาคารตึก7 ชั้น ชิดติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสองทำการก่อสร้างด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง กล่าวคือจำเลยที่ 2 ตอกเสาเข็มลงบนดินจนก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณทำให้ส่วนต่าง ๆ ของตัวบ้านโจทก์ทั้งสี่แตกร้าวหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองร่วมกันก่อสร้างอาคารตึก 7 ชั้นโดยบุกรุกเข้ามาทำรั้วในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ และก่อสร้างอาคารโดยไม่มีเครื่องมือสำหรับปิดกั้นกำบัง ทำให้เศษวัสดุก่อสร้าง เช่น อิฐหิน ปูน กรวด ทราย ไม้ และฝุ่นละอองต่าง

ๆ ร่วงหล่นลงมาในบริเวณบ้านและที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและโจทก์ทั้งสี่ต้องทนทุกข์ทรมานจิตใจเป็นเวลานานขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน400,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 550,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน400,000 บาท และโจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้รับความเสียหายจากการตอกเสาเข็มจริง แต่ไม่มากตามฟ้อง โจทก์ที่ 1เสียหาย 52,000 บาท โจทก์ที่ 2 เสียหาย 1,000 บาท และโจทก์ที่ 3เสียหาย 2,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 4 ไม่เสียหาย โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญบ้างเป็นบางครั้งเนื่องจากลมพัดแรงทำให้ผ้าใบที่ปิดกั้นฉีกขาด

ฝุ่นละออง และเศษวัสดุก่อสร้างจึงร่วงหล่นลงมาบ้างก็เป็นธรรมดา ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตจำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า ถ้าหากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี จำเลยที่ 1 อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยให้การว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายเพราะจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งเหตุความเสียหายภายใน 14 วัน ตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัยและจำเลยร่วมจะต้องรับผิดเฉพาะความเสียหายต่อความมั่นคงทางโครงสร้างของตัวอาคารเท่านั้นค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสี่ไม่มากตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และจำเลยร่วมชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 175,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 170,000 บาทโจทก์ที่ 3 จำนวน 150,000 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 143,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1เมษายน 2535) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ภายในวงเงิน 500,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2และจำเลยร่วมชำระเงินค่าเสียหายในส่วนที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยเดือนร้อนให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท ค่าเสียหายส่วนอื่นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานละเมิดมาในคำฟ้องเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เป็นหนี้ร่วมที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายในส่วนที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยเดือดร้อนให้แก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 50,000 บาท

ค่าเสียหายส่วนอื่นนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉะนั้นทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงและสูงเกินไปเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ที่ 3 ไม่ใช่เจ้าของบ้าน ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย เห็นว่า โจทก์ที่ 3บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 11/1 จำเลยที่ 1มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ข้อเท็จจริงจึงยุติตามที่โจทก์ที่ 3 บรรยายฟ้อง

ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทต่อไป ฎีกาของจำเลยที่ 1ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการที่จำเลยที่ 2 ก่อสร้างอาคารทำให้โจทก์ทั้งสี่หรือผู้อยู่ในครอบครัวของโจทก์ทั้งสี่ทุกข์ทรมานจิตใจนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้เห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียหายแก่ร่างกายและอนามัย โจทก์ทั้งสี่ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินอันได้แก่ ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสี่ต้องทุกข์ทรมานจิตใจจากจำเลยที่ 2 ได้และไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ไกลเกินเหตุ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 446 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้