Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6105/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญานายหน้าซื้อขายที่ดินระหว่างผู้คัดค้านกับ

คำฟ้องและคำให้การ

สัญญานายหน้าซื้อขายที่ดินระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยที่ 1 ระบุสาระสำคัญไว้ว่าจำเลยที่ 1 จะชำระค่านายหน้าให้แก่ผู้คัดค้านในวันจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน ณสำนักงานที่ดิน แต่ปรากฎว่าผู้คัดค้านได้รับเงินค่านายหน้า ในวันทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงเป็นการชำระหนี้ก่อนมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินขัดกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญานายหน้าอันเป็นข้อพิรุธแสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบจ่ายและรับเงินค่านายหน้าซึ่งชำระก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเพียง7 วัน และก่อนจำเลยทั้งสองจะถูกฟ้องล้มละลายไม่ถึง 20 วันทั้งสัญญานายหน้าก็ทำก่อนสัญญาซื้อขายที่ดินเพียง 2 วันเท่านั้น จึงขัดกับวิธีปฎิบัติทั่วไปที่วิญญูชนพึงกระทำพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะยักย้ายถ่ายเทเงินค่าขายที่ดิน

ปิดบังมิให้เจ้าหนี้รายอื่นของจำเลยที่ 1ได้รับชำระหนี้แต่ยอมชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น เพียงเท่านี้ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนการชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้คัดค้านจะได้รับชำระหนี้โดยสุจริตหรือไม่ การเพิกถอนการชำระหนี้เป็นไปโดยผลของกฎหมาย ตราบใดที่ ศาลยังไม่มีคำสั่งให้เพิกถอนก็ต้องถือว่าเป็นการชำระหนี้ โดยชอบอยู่ จะถือได้ว่าผู้คัดค้านผิดนัดต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้องหาได้ไม่ ผู้คัดค้านต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนเป็นต้นไป ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2534

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองชั่วคราวในวันเดียวกัน และพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2534 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 ขณะนี้ยังไม่พ้นภาวะล้มละลายผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ค่านายหน้าจำนวน 13,933,080 บาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114 และ 115 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 13,933,080 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า สัญญานายหน้าเป็นการสมคบกันทำขึ้นเพื่อยักย้ายถ่ายเทเงินค่าขายที่ดิน

ต้องฟังว่าผู้คัดค้านรับชำระหนี้โดยไม่สุจริตตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 114 ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นมีคำสั่งให้เพิกถอนการชำระค่านายหน้าจำนวน 13,933,080 บาท ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ชำระหนี้ และผู้คัดค้านผู้รับชำระหนี้ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จผู้คัดค้านอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า พฤติการณ์จำเลยทั้งสองและผู้คัดค้านเป็นการร่วมกันกระทำการในระหว่างระยะเวลา 1 เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลาย โดยมุ่งหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 ศาลจึงมีอำนาจสั่งเพิกถอนการกระทำดังกล่าวได้พิพากษายืนผู้คัดค้านฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านได้รับเงินค่านายหน้าและเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตมิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 หรือไม่ในกรณีเกี่ยวกับการที่ผู้คัดค้านรับเงินค่านายหน้าและเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ 1 จำนวน 13,933,080บาท นั้นได้ความจากคำเบิกความของผู้คัดค้านว่า เดิมจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาตกลงให้นายไพโรจน์ ปทุมมาลย์ลักขณา กับนายสุเทพ แซ่โง้ว เป็นนายหน้าขายที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ค.1แล้วบุคคลทั้งสองมาติดต่อผู้คัดค้านซึ่งขณะนั้นทำงานที่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย

จำกัด ผู้คัดค้านจึงไปติดต่อกับหน่วยงานในการซื้อขายของบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด ปรากฎว่าทางบริษัทสนใจจะซื้อที่ดินทั้งสามแปลงผู้คัดค้านจึงให้จำเลยที่ 2 ทำใบเสนอขายที่ดินดังกล่าวไร่ละ8,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย ค.2 และให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญานายหน้าอีกฉบับหนึ่งตามเอกสารหมาย ค.3 ผูกพันไว้ทั้งผู้คัดค้านนายไพโรจน์และนายสุเทพที่จะได้รับเงินค่านายหน้าร้อยละ 3ของราคาที่ดิน และเงินส่วนเกินจากการขายที่ดิน ในที่สุดบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ตกลงซื้อที่ดินทั้งสามแปลงจากจำเลยที่ 1 ในราคา 98,400,000 บาท คำนวณเป็นค่านายหน้าเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท รวมกับเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินในราคา 79,263,000 บาท ที่จำเลยทั้งสองตั้งราคาไว้โดยฝ่ายนายหน้าจะได้รับเงินตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ซึ่งเมื่อหักภาษีร้อยละ 3.5 แล้วเป็นเงินประมาณ 20,000,000 บาท

จำเลยที่ 2ได้ต่อรองกับผู้คัดค้าน นายไพโรจน์ และนายสุเทพ โดยขอชำระให้เพียง 16,000,000 บาท แบ่งชำระงวดแรก 13,933,080 บาทให้ผู้คัดค้านเป็นตัวแทนรับแทนนายหน้าทุกคน โดยจะชำระให้ในวันที่ผู้ซื้อชำระราคางวดแรก ส่วนค่านายหน้าที่เหลือจะชำระให้ในวันโอนกรรมสิทธิ์โดยให้นายไพโรจน์และนายสุเทพเป็นผู้รับแทนจึงมีการทำสัญญานายหน้ากันขึ้นอีกในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534ทั้งของผู้คัดค้าน นายไพโรจน์และนายสุเทพ ฉบับของผู้คัดค้านตามเอกสารหมาย ค.4 และเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2534 บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินและชำระเงินงวดแรกแก่จำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย ค.5 จำเลยที่ 1จึงชำระค่านายหน้าและเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านเห็นว่า

สัญญานายหน้าซื้อขายที่ดินระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยที่ 1ตามเอกสาร ค.4 ระบุสาระสำคัญไว้ว่า ผู้ให้สัญญาจะชำระค่านายหน้าในวันจดทะเบียนซื้อขายที่ดิน ณ สำนักงานที่ดิน และผู้ให้สัญญาได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว และสัญญานี้ใช้บังคับถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2534 แต่ปรากฎว่าผู้คัดค้านได้รับเงินค่านายหน้ากับเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินจำนวน13,933,080 บาท เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นวันทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าที่ดินบางส่วนเพียง 29,400,000 บาท เท่านั้น ผู้ซื้อยังค้างชำระราคาอยู่อีกเป็นเงินถึง 69,000,000 บาท ซึ่งชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่กำหนดไว้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา และข้อเท็จจริงได้ความว่ามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 21กุมภาพันธ์ 2534 การรับเงินค่านายหน้าดังกล่าว จึงเป็นการชำระหนี้ก่อนมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน

ขัดกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย ค.4 เป็นข้อพิรุธแสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบจ่ายและรับเงินค่านายหน้าก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเพียง 7 วัน และก่อนที่จำเลยทั้งสองจะถูกฟ้องคดีล้มละลายไม่ถึง 20 วัน ทั้งสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย ค.4 ก็ทำก่อนสัญญาซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย ค.5เพียง 2 วันเท่านั้น จึงขัดกับวิธีปฎิบัติทั่วไปที่วิญญูชนพึงกระทำ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะยักย้ายถ่ายเทเงินค่าขายที่ดิน ปิดบังมิให้เจ้าหนี้รายอื่นของจำเลยที่ 1ได้รับชำระหนี้ ในขณะที่จำเลยที่ 1 มีภาระหนี้สินต่าง ๆแต่ยังยอมชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียว โดยไม่มีความจำเป็นต้องกระทำเช่นนั้นเนื่องจากสัญญาซื้อขายที่ดินยังไม่เสร็จสมบูรณ์

การที่ผู้คัดค้านได้เข้าเป็นนายหน้าชี้ช่องให้มีการซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยที่ 1 ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับค่านายหน้าและเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินตามสัญญา ผู้คัดค้านย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมชำระค่านายหน้าและเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินในลักษณะดังที่วินิจฉัยมา จึงเป็นการเลือกชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนหนึ่ง เป็นเหตุให้เงินที่ได้มาจากการขายที่ดินลดน้อยลงและเจ้าหนี้อื่นไม่ได้รับชำระหนี้ เมื่อปรากฎว่าผู้คัดค้านได้รับค่านายหน้าและเงินส่วนเกินจากการขายที่ดินเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2534 และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2534 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในระหว่าง 3 เดือนก่อนมีการขอให้ล้มละลายโดยมุ่งหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย

พ.ศ. 2483มาตรา 115 เพียงเท่านี้ศาลก็มีอำนาจเพิกถอนการชำระหนี้นั้นได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้คัดค้านจะได้รับชำระหนี้โดยสุจริตหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เพิกถอนการชำระหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้คัดค้าน ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 115 ก็ชอบที่จะพิพากษาแก้คำสั่งศาลชั้นต้นด้วยและที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำสั่งศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การเพิกถอนการชำระหนี้เป็นไปโดยผลของกฎหมาย ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำสั่งให้เพิกถอนก็ต้องถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบอยู่

จะถือว่าผู้คัดค้านผิดนัดต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันยื่นคำร้องหาได้ไม่ ผู้ร้องคัดค้านต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนเป็นต้นไป ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการชำระหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1กับผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115และในส่วนดอกเบี้ยให้ผู้คัดค้านรับผิดชำระนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · สมาน เวทวินิจ · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้