Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2530 (เลขอ้างอิง 61020)

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 คงยกฟ้องเช่นเดิมและโจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ 2 และ 3 รับผิดมาแต่ปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ตามมาตรา 248 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโจทก์เห็นว่า แม้คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทเพียง 26,952.51 บาทแต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์เป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248อีกทั้งปัญหาว่า โจทก์จะต้องนำสืบถึงเงื่อนไขในการรับผิดของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ด้วยหมายเหตุ จำเลยที่ 2 ที่ 3 แถลงคัดค้าน (อันดับ 140,141)โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 26,952.51 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องจำนวน 2,004.48บาท รวมเป็นเงิน 28,956.99 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 26,952.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน26,952.51 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2525 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 136)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 138)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ก็ยังคงพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ดังนั้นคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงถือได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และได้กระทำไปในทางการที่จ้างส่วนจำเลยที่ 3 นั้นโจทก์นำสืบเพียงว่าจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น ส่วนเงื่อนไขในการรับผิดไม่ได้นำสืบ ฝ่ายจำเลยที่ 3 นำสืบว่าตนไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 2.1,2.2คือไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากการสั่นสะเทือนหรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ จึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 3 นำสืบจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และกระทำการในทางการที่จ้าง ส่วนจำเลยที่ 3นั้น ฎีกาโจทก์อ้างเหตุผลทำนองว่าโจทก์ไม่ต้องนำสืบถึงเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 ยกเป็นข้อต่อสู้ โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถคันเกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย ล.2ก็เพียงพอแล้ว เช่นนี้เท่ากับโจทก์ฎีกาคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 3 นำสืบนั้นโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาโจทก์นั้นชอบแล้วให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1242/2530การไฟฟ้านครหลวงโจทก์นายทอง มากมณี กับพวกจำเลยการไฟฟ้านครหลวง โจทก์ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 คงยกฟ้องเช่นเดิมและโจทก์ฎีกาให้จำเลยที่ 2 และ 3 รับผิดมาแต่ปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงไม่รับฎีกาของโจทก์ตามมาตรา 248 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโจทก์เห็นว่า แม้คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทเพียง 26,952.51 บาทแต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์เป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248อีกทั้งปัญหาว่า โจทก์จะต้องนำสืบถึงเงื่อนไขในการรับผิดของจำเลยที่ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย

โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ด้วยหมายเหตุ จำเลยที่ 2 ที่ 3 แถลงคัดค้าน (อันดับ 140,141)โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 26,952.51 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องจำนวน 2,004.48บาท รวมเป็นเงิน 28,956.99 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 26,952.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน26,952.51 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2525 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 136)โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 138)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ก็ยังคงพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ดังนั้นคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงถือได้ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และได้กระทำไปในทางการที่จ้างส่วนจำเลยที่ 3 นั้นโจทก์นำสืบเพียงว่าจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น ส่วนเงื่อนไขในการรับผิดไม่ได้นำสืบ

ฝ่ายจำเลยที่ 3 นำสืบว่าตนไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 2.1,2.2คือไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากการสั่นสะเทือนหรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ จึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 3 นำสืบจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และกระทำการในทางการที่จ้าง ส่วนจำเลยที่ 3นั้น ฎีกาโจทก์อ้างเหตุผลทำนองว่าโจทก์ไม่ต้องนำสืบถึงเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยที่ 3 ยกเป็นข้อต่อสู้ โจทก์นำสืบแต่เพียงว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถคันเกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย ล.2ก็เพียงพอแล้ว เช่นนี้เท่ากับโจทก์ฎีกาคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 3 นำสืบนั้นโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาโจทก์นั้นชอบแล้วให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้