Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6086/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่จะต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อ20มีนาคม2535จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่27ตุลาคม2534เป็นต้นไป แม้ว่าจำเลยจะได้เคยยื่นอุทธรณ์มาแล้วและศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้พิจารณาและพิพากษาใหม่โดยอุทธรณ์ของจำเลยไม่ต้องห้ามแต่ก็เป็นการยื่นอุทธรณ์ในขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224ที่แก้ไขใหม่ยังไม่มีผลบังคับเมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224ที่แก้ไขใหม่มีผลบังคับแล้วกรณีจะไม่บังคับใช้แก่กรณีที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยยกเว้นไม่ให้ย้อนหลังหาได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามรับเงินค่าที่ดินในส่วนของตนในฐานะทายาทโดยธรรมของนางคล้าย แล้วไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์จำเลย ที่ 1 ขาดนัด ยื่นคำให้การจำเลย ที่ 2 ที่ 3 ให้การ ขอให้ ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับเงินค่าที่ดิน และจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ที่ 2 และ ที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์แต่มิได้ส่งหมายแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบ จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่แล้วพิพากษาตามรูปคดีศาลชั้นต้น พิจารณา ใหม่่ แล้ว

พิพากษายก ฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายก อุทธรณ์ โจทก์โจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่จะต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์ซึ่งกรณีของโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์มาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2535จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 อันมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2534 เป็นต้นไป ซึ่งบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ได้เปลี่ยนแปลงการเป็นว่า การต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือไม่ ไม่ต้องพิจารณาจากจำนวนราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นยื่นคำฟ้อง แต่ให้พิจารณาให้ชั้นอุทธรณ์ โดยคดีที่ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภายหลังวันที่ 27 ตุลาคม 2534ต้องมีราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เป็นจำนวนเกินกว่าห้าหมื่นบาทจึงจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

เมื่อกฎหมายบังคับให้มีผลใช้เช่นนี้แล้ว กรณีจะไม่บังคับใช้แก่กรณีของโจทก์โดยยกเว้นไม่ให้ย้อนหลังย่อมทำไม่ได้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าคดีนี้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มาแล้วโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ยื่นครั้งแรกก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้พิจารณาและพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็สามารถยื่นได้ แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์กลับไม่ได้นั้นปรากฎว่าคดีนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2530ซึ่งเป็นวันเวลาที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224ที่แก้ไขใหม่ยังไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์ได้หรือไม่จึงต้องพิจารณาตามกฎหมายเดิมก่อนที่มีการแก้ไขและเมื่อได้ความว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นมีจำนวนเกินกว่าสองหมื่นบาท คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขณะนั้นจึงอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ต่างกับกรณีของโจทก์ซึ่งยื่นอุทธรณ์ภายหลังมาตรา 224ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · นิเวศน์ คำผอง · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 712890)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 715016)

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5551/2567

คดีนี้มีอัตราโทษอย่างสูงให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4325/2566

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ตกเป็นของแผ่นดินนั้น แม้ปัญหาว่าทรัพย์สินตามคำร้องแต่ละรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ สามารถพิจารณาทรัพย์สินแต่ละรายการแย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้