Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 608/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาเช่าซื้อระบุว่า "ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยอัคคีภัย วินาศภัย สูญหาย ชำรุด บุบสลาย ถูกทำลาย ถูกอายัดถูกยึดหรือถูกริบไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆ ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียวและจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืน...และยอมชำระเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นจนครบ" และปรากฏจากคำเบิกความพยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ยึดรถยนต์พิพาทว่า ปัจจุบันรถยนต์พิพาทอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้ พังไปหมดแล้ว เพราะถูกน้ำท่วมใหญ่2 ครั้ง รถยนต์พิพาทยังอยู่ระหว่างการยึดไว้เป็นของกลาง ยังไม่สามารถส่งมอบคืนแก่เจ้าของได้ จะคืนได้ต่อเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาที่ยึดรถยนต์พิพาทไว้เป็นของกลางแล้ว จำเลยผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดในกรณีที่รถยนต์พิพาทถูกยึดและโจทก์ไม่อาจขอรับรถยนต์พิพาทคืนได้.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่านายสมบุญ คุ้มภัย ได้เช่าซื้อรถยนต์ซูซูกิกระบะของโจทก์ไป 1 คันมีนายบักใช้ แซ่ลิ้ม เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2526 จำเลยที่ 1 ได้ตกลงรับโอนการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าว จากนายสมบุญ คุ้มภัย โดยความยินยอมของโจทก์ในราคาค่าเช่าซื้อเป็นเงิน 89,910 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดที่สี่ให้โจทก์เพียง 1,670 บาทยังค้างชำระอยู่อีก 1,660 บาท และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดดังกล่าวเป็นต้นมาเกินสองงวดติดต่อกัน สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นอันเลิกกันโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 8 บรรดาเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ส่งชำระให้แก่โจทก์แล้วทั้งหมดจึงถูกริบเป็นของโจทก์ และจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยแต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบคงครอบครองใช้รถของโจทก์ตลอดมา

ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้โดยอาจนำรถออกให้เช่าได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาทคิดถึงวันฟ้อง 15 เดือน เป็นเงิน 45,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 45,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งรถคืนหรือใช้ราคากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน78,250 บาทจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโอนสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ซูซูกิกระบะมาจากนายสมบุญ คุ้มภัย โดยทำหนังสือรับโอนเป็นหลักฐานโดยความยินยอมของโจทก์จริงแต่หลังจากที่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อได้ 3 งวด

ต่อมาเมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน2526 จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิการเช่าซื้อต่อไปให้แก่ นายจรัญ ภักดี อีกต่อหนึ่งโดยโจทก์ก็ตกลงยินยอมด้วยซึ่งจำเลยที่ 1 กับนายจรัญ ภักดี ได้ทำหนังสือโอนสิทธิการเช่าซื้อไว้เป็นหลักฐานที่บริษัทโจทก์มีนายชำนาญ ระกำดวง เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากนั้นนายจรัญ ภักดี ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันดังกล่าวตลอดมา และเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่จะต้องชำระในวันที่ 24 กันยายน 2526 นายจรัญ ภักดี ก็ได้เป็นผู้ชำระให้แก่โจทก์เอง สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ทำสัญญาโอนกัน สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ก็สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวเช่นเดียวกันด้วย

นายจรัญ ภักดี จะปฏิบัติผิดสัญญาหรือไม่แต่อย่างใด โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองได้อีก เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2526 นายจรัญ ภักดี ได้ใช้รถดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะและถูกควบคุมตัวไว้พร้อมทั้งรถยนต์คันดังกล่าวก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลคลองตันยึดไว้ซึ่งโจทก์ก็ทราบเรื่องดี แต่ไม่ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามขอคืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับปล่อยให้รถยนต์คันดังกล่าวถูกทิ้งไว้ให้ชำรุดทรุดโทรมเสื่อมสภาพไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาสูงเกินส่วน หากนำรถยนต์คันพิพาทออกให้เช่าก็สามารถให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท

หากจะขายก็มีราคาไม่เกิน 20,000 บาทการที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายถึง 123,250 บาท จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 18,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 61,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ เอกสารหมายจ.4 ข้อ 8 โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายในกรณีผิดสัญญาได้เฉพาะแต่กรณีที่จำเลยที่ 1ได้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อไว้โดยไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์เท่านั้น การที่รถยนต์พิพาทถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้โดยโจทก์เพิกเฉยไม่ขอรับคืนเอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท รวม 6 เดือน เป็นเงิน 18,000 บาท แก่โจทก์หากจำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ก็เป็นเวลาเพียง1 เดือน 11 วัน เป็นเงิน 4,100 บาท เท่านั้น เห็นว่า หนังสือสัญญาเช่าซื้อ เอกสารหมายจ.4 ข้อ 8 ระบุว่า "ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดก็ดี

กระทำผิดสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี หรือทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกอายัด ถูกยึด ถูกริบไม่ว่าโดยเหตุใดก็ดียอมให้ถือว่าสัญญานี้เลิกกัน และผู้เช่าซื้อยอมส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่เจ้าของโดยพลันและผู้เช่าซื้อยอมรับชำระเงินค่าเช่าซื้อหรือใช้ค่าเสียหายที่เจ้าของต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากทรัพย์สินที่ผู้เช่าซื้อไม่ส่งคืนทันทีตามข้อนี้อย่างหนึ่งอย่างใดตามแต่เจ้าของจะเลือก ทั้งนี้ จนกว่าผู้เช่าซื้อจะได้ลงลายมือชื่อทำบันทึกยอมคืนและส่งทรัพย์สินที่เช่าซื้อมอบคืนแก่เจ้าของแล้ว" จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งคืน ส่วนโจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเท่าใดนั้น

ร้อยตำรวจเอกนเรศน์ น้อยนารถ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ยึดรถยนต์พิพาทเบิกความว่า พยานได้เคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ได้ยึดรถยนต์พิพาทไว้ โจทก์ก็แจ้งให้พยานทราบว่าต้องให้นายจรัญผู้ต้องหาไปติดต่อขอรับหลักฐานมาด้วยตนเองแต่หลังจากนายจรัญได้ประกันตัวไปแล้วก็หลบหนีไปไม่มาพบพยานอีกตามคำเบิกความดังกล่าว ไม่ปรากฏวัน เดือน ปี ที่ร้อยตำรวจเอกนเรศน์ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าได้ยึดรถยนต์พิพาทไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาทเป็นเวลา 6 เดือน เป็นเงิน 18,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 8 ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่า ถ้าทรัพย์สินมิได้อยู่ในความครอบครองของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนให้แก่เจ้าของหรือหากส่งไม่ได้ก็ให้ใช้ราคาแต่อย่างใด การที่รถยนต์พิพาทถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้โดยโจทก์เพิกเฉยไม่ขอรับคืนเอง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนหรือใช้ราคาแก่โจทก์ นั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5 ระบุว่า "ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย อัคคีภัย วินาศภัย สูญหายชำรุด บุบสลายถูกทำลาย ถูกอายัด ถูกยึดหรือถูกริบไม่ว่าโดยเหตุสุดวิสัยหรือโดยเหตุใด ๆผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียว และจะแจ้งให้เจ้าของทราบทันที

ยอมติดตามฟ้องร้องเอาคืนและยอมชำระเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นจนครบ" ทั้งปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนเรศน์ น้อยนารถ พยานจำเลยซึ่งเป็นผู้ยึดรถยนต์พิพาทว่า ปัจจุบันรถยนต์พิพาทอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้ พังไปหมดแล้ว เพราะถูกน้ำท่วมใหญ่ 2 ครั้ง รถยนต์พิพาทยังอยู่ระหว่างการยึดไว้เป็นของกลาง ยังไม่สามารถส่งมอบคืนแก่เจ้าของได้จะคืนได้ต่อเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาที่ยึดรถยนต์พิพาทไว้เป็นของกลางแล้ว ข้อความที่ระบุในสัญญาดังกล่าวและคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกนเรศน์พยานจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในกรณีที่รถยนต์พิพาทถูกยึดและโจทก์ไม่อาจขอรับรถยนต์พิพาทคืนได้ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนหากคืนไม่ได้ก็ต้องใช้ราคา ที่ศาลอุทธรณ์พิพาทมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ราเชนทร์ จัมปาสุต · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · สุนพ กีรติยุติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้