Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6066/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันบริษัทซ.ลูกหนี้ชั้นต้นของโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำไว้ให้แก่โจทก์โดยบรรยายถึงจำนวนหนี้พร้อมทั้งหลักฐานการเป็นหนี้ส่งไปยังจำเลยจำเลยรับแจ้งการเป็นหนี้ของลูกหนี้ที่จำเลยค้ำประกันไว้แต่ปฏิเสธที่จะชำระหนี้ส่วนหนึ่งขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ในจำนวนหนี้ที่แจ้งไปตามสัญญาค้ำประกันจำเลยให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์อ้างจริงแต่ไม่ต้องรับผิดในหนี้บางจำนวนกล่าวคือใบส่งของบางฉบับไม่ระบุวันที่รับสินค้าใบส่งของบางฉบับไม่ระบุหลักฐานการลงนามรับสินค้าและวันที่รับสินค้าและหนี้บางรายการไม่ปรากฏใบส่งของจำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะชำระหนี้เฉพาะที่มีหลักฐานถูกต้องครบถ้วนเท่านั้นจะเห็นได้ว่าคำให้การได้ยกเหตุแห่งการปฏิเสธหนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ชัดแจ้งตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา177วรรคสองแล้วแม้ศาลชั้นต้นจะได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในข้อที่2ว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เพียงใดแต่การวินิจฉัยคดีในประเด็นดังกล่าวก็จำกัดอยู่แต่ในข้อต่อสู้ของจำเลยเท่านั้นหากนำเหตุอื่นมาวินิจฉัยคดีก็จะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นซึ่งไม่อาจกระทำได้ดังนั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างเหตุว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพราะมีสินค้าบางส่วนที่โจทก์ได้รับคืนไปแล้วและบางส่วนโจทก์ได้รับชดใช้ราคาไปแล้วก็ดีกับข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบฟังได้ว่าโจทก์ได้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้นแล้วทำให้หนี้สินระงับไปจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดก็ดีล้วนแต่เป็นข้อทีมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์จึงรับวินิจฉัยให้ไม่ได้ กฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติขึ้นเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเป็นไปโดยเรียบร้อยและเป็นธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่ายมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาเปรียบในเชิงคดีข้อที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่าขณะที่จำเลยยื่นคำให้การจำเลยพิจารณาเฉพาะพยานหลักฐานที่โจทก์ส่งไปให้จำเลยเพิ่งจะทราบข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับผิดเพราะเมื่อมีการคืนสินค้าบางส่วนชำระราคาและปลดหนี้ให้แล้วโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลยอีกและพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้จำเลยยกเหตุไม่ต้องรับผิดดังกล่าวขึ้นกล่าวในคำให้การเพราะจำเลยเพิ่งทราบภายหลังนั้นไม่ถูกต้องเพราะกฎหมายได้ให้โอกาสที่จำเลยจะสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อเป็นแนวทางต่อสู้คดีก่อนที่จำเลยจะยื่นคำให้การแล้วทั้งปัญหาว่าลูกหนี้ชั้นต้นเป็นหนี้โจทก์หรือไม่เพียงใดก็มิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อจำเลยไม่ได้ยกข้ออ้างเหตุนี้ปฏิเสธหนี้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและมิใช่กรณีที่มีพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2532 จำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทซิลค์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดต่อโจทก์ เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท สำหรับหนี้ค่าซื้อสินค้าที่บริษัทดังกล่าวซื้อไปจากโจทก์นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2532 จนถึงวันที่ 13 กันยายน 2533 ตามสำเนาหนังสือค้ำประกันท้ายฟ้องปรากฏว่าบริษัทซิลค์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นหนี้ค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2532 เป็นต้นไปจำนวน 504,790 บาท โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาค้ำประกัน จำนวน 500,000 บาท ตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับ พร้อมเอกสารแนบท้ายฟ้องหมายเลข 4, 5 และ 6จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ลงวันที่ 2 มีนาคม 2533 แจ้งว่าจะชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันให้โจทก์เพียง 164,246 บาท

ส่วนหนี้ที่เหลือจำเลยอ้างว่าใบส่งของไม่ระบุวันที่รับสินค้าบ้าง ไม่ระบุหลักฐานลงนามรับสินค้าและวันที่รับสินค้าบ้างไม่มีใบส่งขอบ้าง ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 โจทก์เห็นว่าจำเลยเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันเพราะข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยไม่ใช่ข้อโต้แย้งว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับบริษัทซิลค์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด ระงับไปแล้วแต่เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักฐานที่โจทก์ส่งให้เท่านั้น จึงขอบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน500,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทซิลค์ อินเตอร์เนชั่นแนล

จำกัด ต่อโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทจริง แต่ในการที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนบริษัทดังกล่าวนั้นโจทก์จะต้องส่งใบส่งสินค้าและหลักฐานการรับสินค้าให้จำเลยเพื่อตรวจสอบว่าโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าแต่ละรายการจริงหรือไม่บริษัทซิลค์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับสินค้าแต่ละรายการจริงหรือไม่ และได้รับสินค้าไว้ภายในกำหนดเวลาตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2532 ถึงวันที่ 13 กันยายน 2533 หรือไม่หากโจทก์มิได้ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวครบถ้วน และภายในระหว่างเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกัน จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันและมิใช่ลูกหนี้ร่วมก็ชอบที่จะยกข้อต่อสู้ของจำเลยเองตามสัญญาค้ำประกันที่มีต่อโจทก์ และอาจยกข้อต่อสู้ทั้งหลายที่บริษัทดังกล่าวมีต่อโจทก์ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้

ครั้นเมื่อจำเลยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้ชำระหนี้ค่าสินค้าตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4, 5และ 6 จำเลยได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่ามีสินค้าตามใบแจ้งหนี้รายการที่1, 4, 5, 7 ถึง 11 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5คิดเป็นเงิน 164,246 บาท เป็นสินค้าตามใบส่งของที่มีหลักฐานการส่งมอบ และรับมอบสินค้าครบถ้วน จำเลยจึงมีหนังสือลงวันที่ 2 มีนาคม 2533 ให้โจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อรับเงินค่าสินค้าจำนวน 164,246 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2532 ส่วนสินค้ารายการที่ 2, 3, 6และ 12 ถึง 15 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 โจทก์มิได้ส่งมอบให้แก่บริษัทซิลค์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัทดังกล่าวก็มิได้รับสินค้านั้นไว้ภายในระหว่างวันที่ 14 กันยายน 2532ถึงวันที่ 13 กันยายน 2533 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทดังกล่าวชำระราคาสินค้าได้ และจำเลยได้แจ้งให้โจทก์เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนเพราะลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ แต่โจทก์ไม่ทวงถามลูกหนี้ก่อน

จำเลยพ้นความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันแล้วจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระราคาสินค้าตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่23 ตุลาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยคิดถึงวันฟ้องไม่เกิน15,625 บาท ตามที่โจทก์ขอจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกอุทธรณ์จำเลยจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยเพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าข้อที่จำเลยยกขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์นั้นอยู่ในประเด็นที่พิพาทกันแบะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลอาญายกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ

เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันบริษัทซิงค์ อินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด ลูกหนี้ชั้นต้นของโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำไว้ให้แก่โจทก์ โดยบรรยายถึงจำนวนหนี้พร้อมทั้งหลักฐานการเป็นหนี้ส่งไปยังจำเลย จำเลยรับแจ้งการเป็นหนี้ของลูกหนี้ที่จำเลยค้ำประกันไว้แต่ปฏิเสธที่จะชำระหนี้ส่วนหนึ่ง ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้โจทก์ในจำนวนหนี้ที่แจ้งไปตามสัญญาค้ำประกันจำเลยให้การยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์อ้างจริงแต่ไม่ต้องรับผิดในหนี้บางจำนวนกล่าวคือ

ใบส่งของบางฉบับไม่ระบุวันที่รับสินค้า ใบส่งของบางฉบับไม่ระบุหลักฐานการลงนามรับสินค้าและวันที่รับสินค้าและหนี้บางรายการไม่ปรากฏใบส่งของจำเลยจึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจะชำระหนี้เฉพาะที่มีหลักฐานถูกต้องครบถ้วนเท่านั้น จะเห็นได้ว่าคำให้การได้ยกเหตุแห่งการปฏิเสธหนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ชัดแจ้ง ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในข้อที่ 2ว่าจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เพียงใดแต่การวินิจฉัยคดีในประเด็นดังกล่าวก็จำกัดอยู่แต่ในข้อต่อสู้ของจำเลยเท่านั้น หากนำเหตุอื่นมาวินิจฉัยคดีก็จะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ซึ่งไม่อาจกระทำได้ ดังนั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างเหตุว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพราะมีสินค้าบางส่วนที่โจทก์ได้รับคืนไปแล้วและบางส่วนโจทก์ได้รับชดใช้ราคาไปแล้วก็ดีกับข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบฟังได้ว่าโจทก์ได้ปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้นแล้วทำให้หนี้สินระงับไปจำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดก็ดี

ล้วนแต่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นส่วนที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ขณะที่จำเลยยื่นคำให้การจำเลยพิจารณาเฉพาะพยานหลักฐานที่โจทก์ส่งไปให้ จำเลยเพิ่งจะทราบข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องรับผิดตามที่ยกเป็นข้ออ้างในอุทธรณ์ เมื่อมีการพิจารณาในศาลชั้นต้นซึ่งเป็นสาระสำคัญแก่คดีโดยพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้จำเลยยกขึ้นกล่าวในคำให้การได้และเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพราะเมื่อมีการคืนสินค้าบางส่วน ชำระราคาและปลดหนี้ให้แล้วโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากจำเลยอีกนั้น เห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติขึ้นเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลเป็นไปโดยเรียบร้อยและเป็นธรรมแก่คู่กรณีทุกฝ่ายมิใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาเปรียบในเชิงคดี ข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ที่กล่าวมาข้างต้นก็เช่นเดียวกันข้อที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่าพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้จำเลยยกเหตุไม่ต้องรับผิดดังกล่าวขึ้นกล่าวในคำให้การเพราะจำเลยเพิ่งทราบภายหลังนั้นไม่ถูกต้อง

เพราะกฎหมายได้ให้โอกาสที่จำเลยจะสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อเป็นแนวทางต่อสู้คดีก่อนที่จำเลยจะยื่นคำให้การแล้ว ทั้งปัญหาว่าลูกหนี้ชั้นต้นเป็นหนี้โจทก์หรือไม่เพียงใดก็มิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยไม่ได้ยกข้ออ้างเหตุนี้ปฏิเสธหนี้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น และมิใช่กรณีที่มีพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสองอนึ่ง คดีนี้จำเลยฎีกาขอให้พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ส่วนที่จำเลยเสียเกินมาจึงให้คืนพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่จำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธวัชชัย พิทักษ์พล · มีพาศน์ โปตระนันทน์ · ชลอ บุณยเนตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7463/2553

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 บัญญัติว่า คดีอันผู้ให้เช่าจะฟ้องผู้เช่าเกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือน นับแต่วันส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าการที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2546

คำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ได้เช็คพิพาทไว้ในครอบครองโดยทุจริตนั้นทุจริตอย่างไรก็ไม่ได้กล่าวไว้ชัด ที่ว่าคบคิดกับบุคคลอื่น บุคคลอื่นนั้น เป็นผู้ทรงเช็คคนก่อนหรือไม่ หรือเป็นผู้ใดไม่ปรากฏ ที่ว่าโจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1360/2544

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. กับ ศ. มีสินสมรสคือ ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ต่อมา ป. ตาย ที่ดินจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ต่อมา ศ. โอนที่ดินให้จำเลย จำเลยได้ไปขอออกโฉนด ขอให้จำเลยแบ่งท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2544

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์โดยซื้อมาจากจำเลยและบุตรจำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและบุตร จำเลยและบุตรไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ตอนหลังจำเลยกลับให้การว่าที่ดินพิพาทเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 658/2541

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทของ ช.ให้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืน จำเลยให้การว่า โจทก์ตกลงจะขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทให้แก่ ช. เป็นเวลา 1 ปี โดยได้รับเงินค่าขายฝาก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้