Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 (เลขอ้างอิง 60582)

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเกินกำหนด พร้อมกับยื่นคำร้องขอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่ารอไว้สั่งเมื่อได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้ว และนัดไต่สวนคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องโดยไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ได้ 1 ปากแล้วเห็นว่า ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องดังกล่าวได้ จึงให้งดการไต่สวนพยานของคู่ความทั้งสองฝ่าย และให้ถือว่าการไต่สวนเสร็จสิ้น แล้วมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ทราบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อไม่มีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดนอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนดได้จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดแล้วจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ฯลฯจำเลยที่ 1 เห็นว่า การพิจารณาดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 เพราะจำเลยมิได้เสนอพยานที่ฟุ่มเฟือย หรือที่รับฟังไม่ได้ตามกฎหมายหรือพยานที่ประวิงคดีและที่ศาลเห็นว่าจำเลยได้รับหมายนัดโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 นั้น เจตนาอันแท้จริงของกฎหมายมาตราดังกล่าวเพียงเพื่อให้ถือเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเด็ดขาดว่าต้องเป็นเช่นนั้น เมื่อตีความตามกฎหมายหรือเจตนารมณ์อันแท้จริง ก็เพื่อไม่ให้คดีดำเนินไปอย่างล่าช้า และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว กฎหมายมีเจตนาที่จะให้โอกาสให้ความยุติธรรมแก่คู่ความ ขอศาลอุทธรณ์โปรดมีคำสั่งว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ใหม่ และให้ยกคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยด้วยหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน59,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม2529 โดยจำเลยไม่มาศาลวันที่ 15 กันยายน 2529 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 180,178,187)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง (อันดับ 191)คำสั่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอยื่นฎีกาอ้างเหตุผลมา 2 ข้อ คืออ้างว่าไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพิ่งทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2529 คือวันได้รับคำบังคับ ซึ่งหมายความว่าการที่ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2529 นั้นไม่ชอบเพราะไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อนข้อหนึ่ง และอีกข้อหนึ่งอ้างว่าทนายจำเลยที่ 1 หลงลืมไม่ได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเนื่องจากสมุดนัดความหล่นหาย สำหรับข้ออ้างข้อที่ 1 นั้นตามทางไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางพวงดำสวัสดี อายุ 51 ปีภริยาของนายน้อย สวัสดี ผู้เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1และช่วยขายของในกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่ามีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 แล้วและข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปว่าในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นนายไพบูลย์ชมาฤกษ์ ทนายความของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงขอคัดคำพยานโจทก์จำเลยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อประกอบการยื่นฎีกา แสดงว่าทนายความของจำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนั้น เท่ากับจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายในวันนั้นแล้วเช่นกัน เห็นว่าการดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140(3) ไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใหม่ และการที่ทนายความของจำเลยที่ 1 หลงลืมไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนดเพราะสมุดนัดความหายนั้นไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้วได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานจำเลยที่ 1 ชั้นไต่สวนคำร้องขอยื่นฎีกา และสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ แต่ที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาสามในสี่นั้นไม่ถูกต้อง และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 โดยให้หักค่าคำร้องไว้ก่อน

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1752/2529ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยโสธรโลหะกิจฯโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดพวงคำบริการฯ กับพวกจำเลยห้างหุ้นส่วนจำกัดพวงคำบริการ จำเลยที่ 1ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 140 (3), ม. 151, ม. 252ความว่า จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเกินกำหนด พร้อมกับยื่นคำร้องขอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่ารอไว้สั่งเมื่อได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้ว และนัดไต่สวนคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องโดยไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ได้ 1 ปากแล้วเห็นว่า ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องดังกล่าวได้ จึงให้งดการไต่สวนพยานของคู่ความทั้งสองฝ่าย และให้ถือว่าการไต่สวนเสร็จสิ้น แล้วมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ได้ทราบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อไม่มีพฤติการณ์พิเศษอื่นใดนอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาเมื่อล่วงพ้นกำหนดได้จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดแล้วจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ฯลฯจำเลยที่ 1 เห็นว่า การพิจารณาดังกล่าวไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 เพราะจำเลยมิได้เสนอพยานที่ฟุ่มเฟือย หรือที่รับฟังไม่ได้ตามกฎหมายหรือพยานที่ประวิงคดีและที่ศาลเห็นว่าจำเลยได้รับหมายนัดโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 นั้น

เจตนาอันแท้จริงของกฎหมายมาตราดังกล่าวเพียงเพื่อให้ถือเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเด็ดขาดว่าต้องเป็นเช่นนั้น เมื่อตีความตามกฎหมายหรือเจตนารมณ์อันแท้จริง ก็เพื่อไม่ให้คดีดำเนินไปอย่างล่าช้า และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้ว กฎหมายมีเจตนาที่จะให้โอกาสให้ความยุติธรรมแก่คู่ความ ขอศาลอุทธรณ์โปรดมีคำสั่งว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ใหม่ และให้ยกคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยด้วยหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน59,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม2529 โดยจำเลยไม่มาศาลวันที่ 15 กันยายน 2529 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องขออนุญาตฎีกา

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 180,178,187)จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง (อันดับ 191)คำสั่งพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอยื่นฎีกาอ้างเหตุผลมา 2 ข้อ คืออ้างว่าไม่ได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพิ่งทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2529 คือวันได้รับคำบังคับ ซึ่งหมายความว่าการที่ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2529 นั้นไม่ชอบเพราะไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทราบก่อนข้อหนึ่ง และอีกข้อหนึ่งอ้างว่าทนายจำเลยที่ 1 หลงลืมไม่ได้ยื่นฎีกาภายในกำหนดเนื่องจากสมุดนัดความหล่นหาย สำหรับข้ออ้างข้อที่ 1 นั้นตามทางไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางพวงดำสวัสดี

อายุ 51 ปีภริยาของนายน้อย สวัสดี ผู้เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1และช่วยขายของในกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่ามีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 แล้วและข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปว่าในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นนายไพบูลย์ชมาฤกษ์ ทนายความของจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงขอคัดคำพยานโจทก์จำเลยและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพื่อประกอบการยื่นฎีกา แสดงว่าทนายความของจำเลยที่ 1 ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนั้น เท่ากับจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายในวันนั้นแล้วเช่นกัน

เห็นว่าการดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140(3) ไม่มีเหตุที่จะต้องดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใหม่ และการที่ทนายความของจำเลยที่ 1 หลงลืมไม่ยื่นฎีกาภายในกำหนดเพราะสมุดนัดความหายนั้นไม่ใช่เหตุตามกฎหมายที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นฎีกาแล้วได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานจำเลยที่ 1 ชั้นไต่สวนคำร้องขอยื่นฎีกา และสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ แต่ที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาสามในสี่นั้นไม่ถูกต้อง และจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา จึงให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 โดยให้หักค่าคำร้องไว้ก่อน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยนต์ พิรวินิจ · พลจิตต์ ดียืน · เสงี่ยม ทวีชัยการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้