Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6052/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ได้รับสัมปทานดำเนินกิจการจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การดำเนินกิจการดังกล่าวเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องของโจทก์จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือการรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 9 (7) แห่ง พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ดังนั้น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยไป โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับให้กรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 ที่จะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 6 พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 9 พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นส่วนราชการบริหารงานกรุงเทพมหานคร เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรับผิดชอบกิจการของกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้รับสัมปทานในการประกอบกิจการบรรจุและแยกสินค้า (สถานี A) จากการรถไฟแห่งประเทศไทย และได้เช่าพื้นที่บริเวณส่วนกลางนอกเขตสัมปทานคือโรงพักสินค้าเนื้อที่ 4,140 ตารางเมตรเพื่อเก็บสินค้าส่งออก

คิดค่าเช่าเดือนละ 124,200 บาท และเช่าพื้นที่ต่อเนื่องหน้าโรงพักสินค้าอีก 6,274 ตารางเมตร คิดค่าเช่าเดือนละ 125,480 บาท มีระยะเวลาเช่า 8 เดือน รวมค่าเช่า 249,680 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนและในนามการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บภาษีของสำนักงานเขตลาดกระบังแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยชำระภาษี 277,052.12 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งให้โจทก์ทราบวันที่ 22 ตุลาคม 2544 และโจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้มีคำชี้ขาดว่าหมดสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณาใหม่ ตามมาตรา 27 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พ.ศ.2475 โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานและคำชี้ขาดไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากสัญญาเช่าและอัตราค่าเช่าโรงพักสินค้าและพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าวถูกต้องและมีอัตราแน่นอนชัดแจ้ง ค่ารายปีต้องกำหนดมาจากค่าเช่าตามสัญญา การประเมินของเจ้าพนักงานมิได้ตั้งอยู่บนฐานแห่งค่ารายปีตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการประเมินภาษีตามหนังสือของกระทรวงมหาดไทยที่วางข้อกำหนดให้ต้องสำรวจจากการที่ได้มีการเช่าจริง และตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 63/2538 เรื่อง การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน โดยโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเพียง 93,630 บาท เท่านั้น นอกจากนี้โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีสามารถใช้สิทธิได้ในนามของตนเอง โจทก์รับทราบตามหนังสือแจ้งการประเมินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยวันที่ 22 ตุลาคม 2544

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ภายในกำหนดระยะเวลา และกรณีของโจทก์มิได้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 26, 27 และ 31 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 และคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จัดเก็บไปโดยไม่ถูกต้อง จำนวน 183,422.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะมิใช่เจ้าของโรงเรือนและมิใช่ผู้รับประเมิน โจทก์ไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ จึงไม่มีสิทธิและหน้าที่จะกระทำได้ในนามของตนเอง โจทก์ไม่ได้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรือนและที่ดินและเป็นผู้รับประเมิน โจทก์จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสีย และคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลาง กรณีนี้เจ้าของทรัพย์สินซึ่งเป็นผู้รับประเมินเป็นหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจ หากไม่เห็นด้วยกับการประเมินจะต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด และมติคณะรัฐมนตรีให้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 31 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พ.ศ.2475 ซึ่งไม่อาจนำคดีมาสู่ศาลได้ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่มีสิทธินำคดีมาสู่ศาลโจทก์ก็ไม่มีสิทธิเช่นเดียวกัน จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทราบ และการรถไฟแห่งประเทศไทยมิได้ขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ได้นำเงินค่าภาษีมาชำระแล้วค่ารายปีและค่าภาษีดังกล่าวจึงยุติ สำหรับการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น เจ้าพนักงานกำหนดค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกัน ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ลงวันที่ 30 มีนาคม 2535 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำชี้ขาดถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่เคยรับเงินค่าภาษีจากโจทก์ จึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า โรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ทำสัญญาสัมปทานดำเนินกิจการสถานีบริการบรรจุและแยกสินค้ากล่องดังกล่าวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเสียค่าตอบแทนให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในการเสนอประมูล กับต้องชำระค่าภาษีต่าง ๆ และค่าธรรมเนียมตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องชำระตามกฎหมายแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบสำหรับภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินใด ๆ ของสถานี และต้องประกันวินาศภัยโรงเรือนที่ได้รับสัมปทานโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับประโยชน์

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 พนักงานเก็บภาษีของสำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทาน โดยประเมินค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมที่โจทก์ชำระให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยในปี 2544 รวมกับค่าเบี้ยประกันภัยและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่โจทก์จะต้องชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทาน คูณด้วย 8 แล้วหารด้วย 7 ผลลัพธ์ที่ได้เป็นค่ารายปีที่ใช้เป็นฐานประเมินภาษี ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร และคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินจำนวนตามฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ จำเลยที่ 2 ชี้ขาดว่าผู้รับการประเมินหมดสิทธิที่จะร้องขอให้พิจารณานั้นใหม่ได้ตามมาตรา 27 และ 29 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พ.ศ.2475 โจทก์ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนตามคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ในเบื้องต้นเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรง ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2534 หรือไม่ โดยปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ก็ตาม

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 เห็นว่า มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 บัญญัติว่า การจัดตั้งการรถไฟแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้... (2) จัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนและดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟ และธุรกิจอื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการรถไฟและมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะทำการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง... (7)

รับขนส่งคนโดยสาร สินค้า พัสดุภัณฑ์ และของอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการรถไฟ เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับประกาศการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เชิญผู้สนใจยื่นประกวดข้อเสนอเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังสถานี A และสัญญาสัมปทานเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 ถึง 18 แล้ว จะเห็นได้ว่าการดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องนี้เกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังเพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยผู้ดำเนินการที่สถานีนี้จะทำหน้าที่ขนถ่ายและแยกสินค้าที่บรรจุมาในตู้สินค้าที่บรรทุกมาจากต่างประเทศโดยทางเรือมาที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง แล้วขึ้นรถไฟมาที่สถานีดังกล่าวเพื่อนำส่งให้ผู้นำเข้า หรือนำส่งสินค้าที่จะต้องส่งไปต่างประเทศทางเรือมาบรรจุในตู้สินค้าเพื่อขนขึ้นรถไฟไปที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ

การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องจึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือการรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 9 (7) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ดังนั้น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินของเจ้าพนักงานเก็บภาษีของสำนักงานเขตลาดกระบังและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินพิพาทตามที่ได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยไป

โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ กรณีไม่อยู่ในบังคับพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 26 ที่จะต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เกิน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรวินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสองต่อโจทก์ไปโดยไม่ย้อนสำนวนให้ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ชำระเงินค่าภาษีโรเงรือนและที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดถือเงินดังกล่าวและต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์

ส่วนจำเลยที่ 2 หาต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนเงินแก่โจทก์ไม่ อย่างไรก็ตามโจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ตนได้ชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้เท่าจำนวนตามคำฟ้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 สำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบังสถานี A ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสถานีดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีให้แก่โจทก์ จำนวน 183,422.12 บาท ภายในสามเดือนนับแต่ฟังคำพิพากษานี้ หากไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ วายุภาพ · ทองหล่อ โฉมงาม · ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5987/2552

การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออก โดยผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5961/2549

โจทก์เป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีอากรตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีของโจทก์ที่ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและแก้คำชี้ขาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นคดีพิพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3794/2549

การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมโยงต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือแหลมฉบัง โดยผู้ดำ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2548 (เลขอ้างอิง 266461)

การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ทั้งหกได้รับสัมปทานจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2557

โจทก์ฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า ท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของ กทท. ที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้