Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หลังจากครบกำหนดการขายฝากแล้ว ส. ผู้ซื้อฝากกับ บ.ผู้ขายฝากทำหนังสือสัญญากันมีข้อความว่า "บ. ได้ให้เงิน ส.ค่าไถ่ถอนที่พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 33,000 บาท ส. ขายคืนที่พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ บ." ในวันที่ ส. รับเงินจาก บ.นั้น ส. และ บ. ได้พากันไปสำนักงานที่ดินจังหวัดเพื่อโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้ บ. แต่ยังโอนกันไม่ได้เพราะ บ.ไม่มีเงินค่าธรรมเนียมการโอน ได้ตกลงกันว่าก่อนปีใหม่2-3 วันจะไปโอนกันใหม่ แต่ ส. ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนแสดงว่า ส. จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้ บ.ภายหลัง จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทมิใช่เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายเวลาการขายฝาก เนื่องจากได้ครบกำหนดการขายฝากและ บ.หมดสิทธิไถ่คืนการขายฝากไปก่อนแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2526 จำเลยได้ขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 37056 พร้อมบ้านเลขที่ 724 หมู่ที่ 4 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวให้นายสนิท จูใจบุญ บิดาโจทก์มีกำหนด 1 ปีโดยจำเลยยังอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านที่ขายฝากตลอดมา เมื่อครบกำหนดการขายฝากจำเลยมิได้ไถ่ถอน จึงเป็นของนายสนิทโดยชอบ ต่อมาโฉนดที่ดินได้สูญหายไป นายสนิทไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินไว้ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2529 นายสนิทถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล โจทก์ทราบว่าจำเลยเคยขอยืมใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 37056ไปจากนายสนิท ได้ติดต่อให้จำเลยคืนใบแทนโฉนดที่ดินและส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมส่งมอบให้โจทก์ เป็นการละเมิด

ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 37056 คืนให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนให้ได้ขอให้สั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 37056ดังกล่าวให้โจทก์ใหม่ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและบ้านเลขที่ 724 หมู่ที่ 4ให้โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยยืมใบแทนโฉนดที่ดินไปจากนายสนิท จำเลยเคยขายฝากที่ดินและบ้านไว้กับนายสนิทจริงโดยนายสนิทบอกกับจำเลยว่ามีเงินเมื่อใดก็ค่อย ๆ ทยอยใช้จะไม่ยึดที่ดินและบ้านที่ขายฝาก และให้อยู่ต่อไปเรื่อย ๆ แม้จะครบกำหนดสัญญาขายฝากแล้วก็ตาม เมื่อครบกำหนดสัญญาขายฝากแล้วจำเลยยังคงชำระเงินค่าดอกเบี้ยให้แก่นายสนิท ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 จำเลยประสงค์จะได้ที่ดินและบ้านคืน

ได้นำเงินจำนวน 33,000 บาทไปชำระหนี้ให้แก่นายสนิทนายสนิทได้ทำหนังสือสัญญาให้จำเลยไว้ว่า จะขายที่ดินและบ้านคืนให้จำเลย แต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ นายสนิทก็ถึงแก่ความตายขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 37056พร้อมบ้านเลขที่ 724 หมู่ที่ 4 ให้แก่จำเลย ถ้าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์แทนโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นายสนิทไม่เคยทำสัญญาจะขายที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลย ถ้านายสนิททำสัญญาตามเอกสารท้ายคำให้การจริง สัญญาดังกล่าวก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดมิใช่สัญญาจะซื้อจะขาย เมื่อสัญญาดังกล่าวมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ ทั้งข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขยายกำหนดเวลาไถ่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496ใช้บังคับมิได้

ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 37056ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการพร้อมทั้งบ้านเลขที่ 724 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์ให้ยก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 37056 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและบ้านเลขที่ 724หมู่ที่ 4 ให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบบ้านและที่ดินคืนโจทก์ ส่วนคำฟ้องอื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2524 นายสนิท จูใจบุญ บิดาโจทก์ได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 37056 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ)อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการพร้อมบ้านเลขที่ 724 หมู่ที่ 4 ที่พิพาทในคดีนี้ให้แก่จำเลยและในวันเดียวกันจำเลยได้ขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทไว้กับนายสนิทมีกำหนด 2 ปี ครั้นวันที่ 16 มิถุนายน 2526 จำเลยได้ไถ่ถอนการขายฝากและทำการขายฝากที่ดินและบ้านพิพาทไว้กับนายสนิทใหม่ มีกำหนด 1 ปี ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดและหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โดยตลอดเวลาที่ขายฝากจำเลยพักอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาท

เมื่อครบกำหนดเวลาการขายฝากจำเลยมิได้ไถ่ถอน และยังพักอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมา ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2529 นายสนิทถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รับแต่งตั้งตามคำสั่งศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายสนิท คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่านายสนิท จูใจบุญ ทำสัญญาจะขายที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลยไว้จริงหรือไม่...

พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยอ้างว่านายสนิทได้ทำสัญญาจะขายที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลยแล้วนั้น จำเลยมีตัวจำเลยและนางแม้น จูใจบุญภรรยานายสนิทเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสารว่า หลังจากครบกำหนดการขายฝากแล้ว นายสนิทให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2.5 ต่อเดือน โดยจ่ายดอกเบี้ยปีละครั้ง ดอกเบี้ยปี 2527และ 2528 จำเลยจ่ายให้ตามใบเสร็จรับเงินที่นายสนิทออกให้เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 จำเลยจ่ายต้นเงิน 30,000 บาท กับดอกเบี้ย 3,000 บาทให้นายสนิทนายสนิทตกลงจะโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลย และได้ออกหลักฐานการรับเงินให้จำเลยไว้ตามเอกสารหมาย ล.3 โดยนางแม้น และนายเกษม นาคฤทัย รู้เห็นเป็นพยานด้วย ในวันนั้นนายสนิทกับจำเลยได้พากันไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเพื่อโอนที่ดินเจ้าพนักงานเรียกค่าธรรมเนียมการโอน 8,000 บาท

จำเลยไม่มีเงินจึงไม่ได้โอนกัน และตกลงกันว่าก่อนปีใหม่ 2-3 วัน จะไปโอนกันใหม่แต่นายสนิทถึงแก่ความตายเสียก่อน พยานจำเลยโดยเฉพาะนางแม้นเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสนิท อยู่กินที่บ้านเดียวกันนานถึง 10 ปีจนกระทั่งนายสนิทถึงแก่ความตาย นางแม้นเป็นผู้เก็บใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทไว้ จึงย่อมจะทราบเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสนิทดีเพราะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินของนายสนิท ทั้งในฐานะคู่สมรสและทายาทโดยธรรม หากนายสนิทไม่ได้ตกลงจะโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลย โดยทำหลักฐานตามเอกสารหมาย ล.3 ไว้จริงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่นางแม้นจะมาเบิกความให้เป็นประโยชน์แก่จำเลย เพราะเท่ากับทำให้นางแม้นต้องสูญเสียประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาทไปด้วย

โจทก์เองก็เบิกความทำนองยอมรับว่า ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2เป็นเอกสารที่นายสนิทออกให้จำเลย แต่บ่ายเบี่ยงว่าเข้าใจว่าเป็นใบเสร็จรับเงินชำระหนี้ที่จำเลยยืมไปจากนายสนิท นอกจากนี้ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าโฉนดที่ดินพิพาทสูญหาย นายสนิทไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินไว้ เมื่อโจทก์เข้าเบิกความเป็นพยานตนเองทนายจำเลยถามค้านเรื่องผู้ลงชื่อในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินในฐานะผู้ขอตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์กลับเบิกความว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของนายสนิท อ้างว่าอยู่ในช่วงเวลาที่นายสนิทป่วยทั้ง ๆ ที่เอกสารดังกล่าวโจทก์อ้างเป็นพยาน และได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมาจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ได้ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2529 มีลายมือชื่อนายสนิท

จูใจบุญ ในช่องผู้ขอ และมีภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของนายสนิทประกอบคำขอไปด้วย ในภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนนายสนิทดังกล่าวมีการลงลายมือชื่อนายสนิท จูใจบุญ รับรองภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนไว้ ในคำขอออกใบแทนโฉนดดังกล่าวมีข้อความระบุว่า นายสนิทผู้ขอยอมให้ใช้ถ้อยคำยันตนในคดีอาญาได้ และผู้ขอได้นำบุคคลอื่นมาให้ถ้อยคำเป็นพยานอีกสองคน ประกอบกับตามกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ข้อ 11 ระบุว่า การออกใบแทนโฉนดที่ดินในกรณีโฉนดที่ดินสูญหายให้เจ้าของที่ดินยื่นคำขอและปฏิญาณตนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยให้นำพยานหลักฐานมาให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการสอบสวนจนเป็นที่เชื่อได้และดำเนินวิธีการตามที่กฎกระทรวงได้กำหนดไว้ครบถ้วนแล้ว จึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้

เชื่อได้ว่า นายสนิทได้ไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินด้วยตนเอง ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทให้นายสนิทมา ลายมือชื่อสนิท จูใจบุญ ในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ช่องผู้ขอ และลายมือชื่อสนิท จูใจบุญ ที่รับรองภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของนายสนิทในเอกสารหมาย จ.1 เป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของนายสนิท คำเบิกความของโจทก์จึงเป็นพิรุธอยู่ ศาลฎีกาได้ตรวจพิเคราะห์ลายมือชื่อสนิท จูใจบุญ ในเอกสารหมาย ล.3 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อ สนิท จูใจบุญในใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินช่องผู้ขอ และลายมือชื่อนายสนิท จูใจบุญ ที่รับรองภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของนายสนิทในเอกสารหมาย

จ.1 ลายมือชื่อสนิท จูใจบุญ (เฉพาะเท่าที่พอตรวจพิเคราะห์ได้) ในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินช่องผู้รับซื้อฝากเอกสารหมาย จ.2 แล้วเห็นว่า ลีลาในการเขียนตัวหนังสือมีลักษณะอย่างเดียวกัน และคล้ายคลึงกันมากเมื่อฟังประกอบคำเบิกความของจำเลยและนางแม้นพยานจำเลยแล้วศาลฎีกาเชื่อว่า นายสนิทได้ทำหลักฐานตามเอกสารหมาย ล.3 ให้จำเลยไว้จริง ที่ศาลอุทธรณ์ตำหนิพยานจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พยานหลักฐานของโจทก์สู้จำเลยไม่ได้ ตามเอกสารหมายล.3 มีข้อความว่า "วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 นายบัญชาอยู่ยืนยง ได้ให้เงินนายสนิท จูใจบุญ ค่าถ่ายถอนที่พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 33,000 บาท (สามหมื่นสามพันบาทถ้วน) ให้ ณบ้านเลขที่ 956 หมู่ 1 ตำบลสำโรงเหนือ

อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ นายสนิท จูใจบุญ ขายคืนที่พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้นายบัญชา อยู่ยืนยง" แล้วลงลายมือชื่อนายสนิท นางแม้นและนายเกษม นาคฤทัย ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้เอกสารหมาย ล.3นี้ทำขึ้นหลังจากครบกำหนดการขายฝากและจำเลยหมดสิทธิไถ่คืนการขายฝากแล้ว จำเลยและนางแม้นพยานจำเลยเบิกความว่าในวันที่นายสนิทรับเงินจากจำเลยตามเอกสารหมาย ล.. นั้นนายสนิทและจำเลยได้พากันไปสำนักงานที่ดินจังหวัดเพื่อโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลย แต่ยังโอนกันไม่ได้เพราะจำเลยไม่มีเงินค่าธรรมเนียมการโอน ได้ตกลงกันว่าก่อนปีใหม่ 2-3 วันจะไปโอนกันใหม่ แต่นายสนิทถึงแก่ความตายไปเสียก่อน แสดงว่าหลังจากทำหลักฐานตามเอกสารหมาย ล.3 ให้จำเลยแล้ว

นายสนิทจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลยภายหลัง เอกสารหมาย ล.3 จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทมิใช่เป็นการซื้อขายเด็ดขาดเพราะต้องมีการไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไปอีก และข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการขยายเวลาการขายฝาก เนื่องจากได้ครบกำหนดการขายฝากและจำเลยหมดสิทธิไถ่คืนการขายฝากไปนานแล้ว ทั้งนี้เทียบเคียงตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 347/2488 ระหว่างนางนุช สังข์ทองโจทก์ นางเซ้งห้อง ประกอบธัญ จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่1215/2491 ระหว่าง นางปิ่น คงสระ โจทก์ นายโป้ จ้อยสกุล จำเลยเอกสารหมาย ล.3 จึงมีผลผูกพันนายสนิทให้ต้องไปจดทะเบียนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลย เมื่อนายสนิทถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับโจทก์ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของนายสนิทให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยได้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สังเวียน รัตนมุง · ประมาณ ชันซื่อ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้