Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตาม พ.ร.บ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มีการดำเนินการด้านวิจัยสาขาต่าง ๆ ซึ่งมุ่งเน้นในการให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการ การวิจัยมิใช่เป็นการประกอบการค้าซึ่งมุ่งแสวงหากำไรเป็นปกติธุระ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า ทั้งโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา มิใช่ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น หรือเงินที่ได้ออกทดรองไป จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ที่กำหนดอายุความ 2 ปี และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 389,455.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 270,814.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 270,814.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2554) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 128,070 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2554) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 โจทก์ทำสัญญาซื้อตู้เก็บแช่สารเคมี อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ถึง ลบ 20 องศาเซลเซียส จากจำเลยที่ 1 ราคา 139,100 บาท กำหนดส่งมอบภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบตู้เก็บแช่สารเคมีวันที่ 26 เมษายน 2547 ต่อมาวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 โจทก์สรุปผลการตรวจสอบคุณภาพของตู้เก็บแช่สารเคมีว่ามีข้อบกพร่องและไม่สามารถตรวจรับได้วันที่ 8 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 รับตู้เก็บแช่สารเคมีไปปรับปรุง แต่ไม่ส่งคืนโจทก์

จากนั้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับหนังสือบอกเลิกสัญญาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายตู้เก็บแช่สารเคมีกับบริษัทธเนศพัฒนา จำกัด ราคา 280,000 บาท ในข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ส่งมอบตู้เก็บแช่สารเคมีให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะประวิงการตรวจรับเป็นเวลาล่วงเลยกว่า 4 เดือน โดยไม่ชำระหนี้ต่างตอบแทน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยึดหน่วงตู้เก็บแช่สารเคมีได้นั้น เห็นว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ยื่นฟ้อง

การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนในการชำระหนี้ จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ถือว่าเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาประเด็นดังกล่าวของจำเลยที่ 2 มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.13412/2550 ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2552 ซึ่งโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง เรื่อง ซื้อขาย ในมูลหนี้เดียวกันกับมูลหนี้ในคดีนี้ โดยขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ในมูลหนี้เดิมจึงเป็นฟ้องซ้ำ เห็นว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลหนี้เดียวกันต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3017/2550 หมายเลขแดงที่ 215/2552 วันที่ 22 มกราคม 2552 ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

เนื่องจากจำเลยทั้งสองถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ ล.13412/2550 และคดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเจ้าหนี้ซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้ขอถอนคำขอรับชำระหนี้ เป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองไม่สมควรถูกพิพากษาให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (2) ตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คำแถลงขอให้ศาลจำหน่ายคดีจำเลยทั้งสองออกจากสารบบความ ซึ่งมีผลตามมาตรา 136 คือ ไม่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นหนี้สินแต่อย่างใด แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าว โจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับหนี้สินดังกล่าวอีกได้ ประกอบกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2552 ของศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลยังไม่ได้มีการวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ประกอบการค้าที่มีกำไรลักษณะซื้อถูกขายแพง จึงมีอายุความ 2 ปี เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามพระราชบัญญัติสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มีการดำเนินการด้านวิจัยสาขาต่าง ๆ ซึ่งมุ่งเน้นในการให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการ การวิจัยมิใช่เป็นการประกอบการค้าซึ่งมุ่งแสวงหากำไรเป็นปกติธุระ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า ทั้งโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา มิใช่ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ

ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น หรือเงินที่ได้ออกทดรองไป จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ที่กำหนดอายุความ 2 ปี ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา และกรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับหนังสือดังกล่าววันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 31 มกราคม 2554 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงต้องกำหนดดอกเบี้ยตามพระราชกำหนดดังกล่าว และให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2554) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี · ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร · ไชยผล สุรวงษ์สิน
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวันชัย อินทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ - นางสาวสิริกานต์ มีจุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.507/2564
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ 2741/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้