Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยชำระหนี้ต้นเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ แต่มิได้นำดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลประสงค์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย กรณีถือได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงถือไม่ได้ว่าคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 431/2560 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 552/2560 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงว่า จำเลยชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่ติดใจจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) ขอถอนฟ้องจำเลยตามเช็คทั้งห้าฉบับดังกล่าว

ศาลชั้นต้นอนุญาต สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในส่วนของเช็คฉบับที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 (ที่ถูกคือเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7) จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 431/2560 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 552/2560 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาแล้ว คำขอในส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 7 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์รวมเป็นเงิน 10,384,125 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับแรกได้เพียงฉบับเดียว ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ตามเช็คหลายครั้ง โจทก์นำไปหักชำระหนี้ตามเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 และบางส่วนของเช็คฉบับที่ 3 ซึ่งโจทก์และจำเลยยอมรับตรงกันว่ามีหนี้ค้างชำระตามเช็คฉบับที่ 3 เป็นเงิน 6,084,125 บาท โจทก์ถอนฟ้องจำเลยตามเช็คฉบับที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 7 แล้ว ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์อีก 3 ครั้ง

รวมเป็นเงิน 1,384,125 บาท และระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา จำเลยนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท คงเหลือหนี้ตามเช็คในคดีนี้เพียง 1,700,000 บาท นอกจากนี้ยังได้ความจากคำร้องของโจทก์และฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค 4 คดี คิดเป็นเงินตามเช็ครวมทั้งสิ้น 63,096,625 บาท จำเลยนำเงินมาชำระหนี้ตามเช็คทั้งสี่คดีเป็นเงิน 54,584,125 บาทแล้ว จึงเหลือหนี้ที่ค้างชำระทั้งสิ้นเพียง 8,512,500 บาท เมื่อพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสี่คดีเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นับว่าจำนวนเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นสัดส่วนมากกว่าหนี้ที่คงเหลือเป็นอันมาก และต่อมาในระหว่างฎีกาจำเลยนำเงินต้นส่วนที่ต้องชำระอีก 1,700,000 บาท

มาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่มิได้นำดอกเบี้ยในหนี้เงินต้นดังกล่าวมาชำระให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์แถลงต่อศาลว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2565 กรณีถือได้ว่าจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนสิ้นเชิง จึงไม่มีผลให้หนี้ดังกล่าวสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าคดีเลิกกัน จากพฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยขวนขวายนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมา แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตนและพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์อย่างเต็มความสามารถแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำ เห็นควรให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น แต่ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว กรณีจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาดังกล่าวได้ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ยกคำขอให้นับโทษต่อจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาบังคับใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 30,000 บาท อีกสถานหนึ่งลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 15,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 553/2560 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สิริกานต์ มีจุล · วิชัย ช้างหัวหน้า · ประชา งามลำยวง
ศาลล่าง
ศาลอาญาตลิ่งชัน - นางสาวมยุรี จันทะศรี
ศาลอุทธรณ์ - นางสาวอารีย์ ทัศนา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2407/2564
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้