Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5979/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์และจำเลยที่1ได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อพ.ศ.2529อันเป็นเวลาภายหลังที่บทบัญญัติบรรพ5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ.2519ใช้บังคับแล้วที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นสินบริคณห์แต่เป็นสินสมรสตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อไม่ปรากฎว่าโจทก์และจำเลยที่1ได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรสการที่จำเลยที่1โอนขายที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่1เป็นเจ้าของแก่จำเลยที่2โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติบรรพ5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ.2519มาตรา1476(1)ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่10)พ.ศ.2533มาตรา10อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำนิติกรรมนั้นและเมื่อจำเลยที่2รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติบรรพ5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา1480และการเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายดังกล่าวจะต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นทั้งหมดจะเพิกถอนเฉพาะส่วนโจทก์หาได้ไม่แต่เมื่อโจทก์ขอมาเพียงเฉพาะส่วนของโจทก์เท่านั้นศาลก็มิอาจพิพากษาให้เกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฎในคำฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2510มีสินสมรสเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 15524 เนื้อที่ 50 ตารางวา พร้อมบ้าน1 หลัง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ในการซื้อขายจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 และไม่ได้ให้ความยินยอมหรือรู้เห็นในการทำนิติกรรมดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองมีเจตนาไม่สุจริตร่วมกันหลอกลวงเอาทรัพย์สินของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 กระทำการโอนที่ดินกันโดยไม่สุจริต จึงไม่ผูกพันสินสมรสครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนของโจทก์

โจทก์บอกกล่าวจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 15524เฉพาะส่วนของโจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2527 โจทก์ได้จงใจละทิ้งร้างจำเลยที่ 1 ไปมีสามีใหม่ จำเลยที่ 1 ได้พยายามดำเนินการติดต่อกับโจทก์เพื่อมาจดทะเบียนหย่ากันให้ถูกต้องตามกฎหมายแต่หาโจทก์ไม่พบ

จำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายสุเชาว์ประยงค์แย้ม เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2529 อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่โจทก์ได้จงใจละทิ้งร้างจำเลยที่ 1 และบุตรไปมีสามีใหม่แล้วทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เงินที่ซื้อทรัพย์พิพาท จำเลยที่ 1 ได้ไปกู้ยืมจากจำเลยที่ 2 จึงต้องจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวไว้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากซื้อที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว ทำให้มีหนี้สินมากมาย หากปล่อยเวลาให้ล่วงไป หนี้สินต่าง ๆ จะต้องเพิ่มมากขึ้น จำเลยที่ 1จึงตัดสินใจขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยเปิดเผยและจำเลยที่ 1 ก็ได้รับค่าตอบแทนเงินที่ได้มาจำเลยที่ 1 ก็นำมาใช้จ่ายในครอบครัวเลี้ยงดูบุตรและการจดทะเบียนเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า

ขณะที่ทำนิติกรรมซื้อขายที่ดิน จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีภริยา การทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกระทำโดยสุจริตและจำเลยที่ 2 เสียค่าตอบแทน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 15524 เฉพาะส่วนของโจทก์ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาโต้แย้งว่า

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2510 ระยะหลังโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้แยกกันอยู่แต่มิได้จดทะเบียนหย่ากัน เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2529 จำเลยที่ 1 ได้ซื้อที่ดินพิพาทมา 1 แปลงเนื้อที่ 50 ตารางวา โดยลงชื่อตนเองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงตกเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2534จำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และจำเลยที่ 2 รับโอนไว้โดยไม่สุจริต

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยที่ 2ฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรสกันเมื่อปี 2510 การจัดการสินบริคณห์ต้องใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิมจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ จึงมีอำนาจจัดการสินบริคณห์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1468โดยไม่จำต้องรับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นภริยา และตามมาตรา 7แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้พระราชบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 บัญญัติให้จำเลยที่ 1 คงมีอำนาจจัดการสินบริคณห์ได้ต่อไปนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้

ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้" ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ย่อมหมายถึงกรณีที่คู่สมรสมีสินบริคณห์มาก่อนจนถึงวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519จึงให้คู่สมรสฝ่ายที่มีอำนาจจัดการสินบริคณห์คงมีอำนาจจัดการต่อไปมาตรา 7 วรรคสอง แห่งบทบัญญัติดังกล่าวจึงบัญญัติว่า "ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้จัดการสินบริคณห์แต่ฝ่ายเดียว ให้ถือว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ยินยอมให้คู่สมรสฝ่ายนั้นจัดการสินสมรสและสินส่วนตัวตามวรรคหนึ่งด้วย"

คดีนี้ได้ความว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทมาเมื่อ พ.ศ. 2529 อันเป็นเวลาภายหลังที่บทบัญญัติบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นสินบริคณห์ แต่เป็นสินสมรสตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ได้ที่ดินพิพาทมา คดีไม่ปรากฎว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 1476(1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10)

พ.ศ. 2533 มาตรา 10อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำนิติกรรมนั้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1480อย่างไรก็ดี การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายดังกล่าวจะต้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นทั้งหมด จะเพิกถอนเฉพาะส่วนโจทก์หาได้ไม่ แต่เมื่อโจทก์ขอมาเพียงเท่านั้น ศาลก็มิอาจพิพากษาให้เกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฎในคำฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ตันติเตมิท · บุญธรรม อยู่พุก · ปรีชา บูรณะไทย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้