คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรื้อหลังคาไม่ได้ จำเลยขอใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 50 บาท ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์ให้รื้อถอนโรงเรือนส่วนที่ปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในที่ดินจำเลย ทำที่ดินให้กลับเป็นตามสภาพเดิมโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินแปลงย่อยที่ 1, 2 และ 3 เป็นของโจทก์ จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำที่ดินโจทก์ ชายคาโรงเรือนจำเลยทับชายคาโรงเรือนหลังเก่าของโจทก์ ที่ดินแปลงย่อยที่ 2 ไม่ตกอยู่ในภารจำยอม ข้อเสนอจำเลยยอมชดใช้ค่าภารจำยอมปีละ 50 บาท นั้นน้อยไปสมควรเป็นเดือนละ 200 บาท ฟ้องแย้งจำเลยขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ใช้เงินเป็นค่าใช้ที่ดินรายปีปีละ 200 บาท แก่จำเลยคำขออื่นของโจทก์จำเลยให้ยกโจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่า ที่พิพาทหมาย ก.และหมาย ข. ตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เดิมที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินมี ส.ค. 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 มีรูปที่ดินโดยประมาณกว้างด้านละ 5 วา ยาวด้านละ9 วา ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 โจทก์ได้ขอออก น.ส. 3 ปรากฏตามสำเนา น.ส. 3 เอกสารหมาย จ.5 มีรูปที่ดินโดยประมาณคือ ทิศตะวันตกและทิศตะวันออกยาวด้านละ8 วา 3 ศอก ทิศเหนือและทิศใต้ยาวด้านละ 4 วา 10 เซนติเมตร ที่โจทก์นำสืบว่าที่ดินของโจทก์ยังมีเนื้อที่ตาม ส.ค. 1 นั้นจึงฟังไม่ขึ้นเพราะการออก น.ส. 3 นั้นต้องมีการรังวัดเนื้อที่ดินและมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองแนวเขตว่าถูกต้อง เจ้าพนักงานจึงจะออก น.ส. 3 ให้ได้
ส่วน ส.ค. 1 นับเป็นเพียงเจ้าของที่ดินไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานว่าตนมีที่ดินที่อยู่ในความครอบครองที่จำนวนเนื้อที่เท่าไรเท่านั้นโดยเจ้าพนักงานไม่ได้ออกไปรังวัดสอบเขตเนื้อที่ดินที่แจ้งไว้ เนื้อที่ดินตาม ส.ค. 1 จึงไม่แน่นอนต้องถือว่าเนื้อที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ตามที่ปรากฏอยู่ใน น.ส. 3 ซึ่งตาม น.ส. 3ซึ่งตาม น.ส. 3 ดังกล่าวระบุว่าที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันตกยาว 8 วา 8 ศอก ซึ่งเท่ากับ17 เมตร 50 เซนติเมตร แต่ตามแผนที่พิพาทที่เจ้าหน้าที่ศาลทำขึ้นปรากฏว่าโจทก์นำชี้ที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกซึ่งรวมที่พิพาทหมาย ข. ว่ายาว 18 เมตร ซึ่งเกินเนื้อที่ดินของโจทก์ตาม น.ส. 3 ไป 50 เซนติเมตร โรงเรือนของโจทก์จึงรุกล้ำเข้าไปที่ดินของจำเลยด้านทิศใต้กว้าง 50 เซนติเมตร
ไม่ใช่ 3 เมตร 40 เซนติเมตร ตามที่จำเลยฟ้องแย้ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์ปลูกสร้างโรงเรือนดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ. 2525และจำเลยฟ้องแย้งโจทก์คดีนี้ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งยังไม่เกิน 1 ปี จำเลยจึงไม่ขาดสิทธิฟ้องแย้งเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของจำเลยโดยสุจริต จำเลยจึงไม่อาจบังคับให้โจทก์รื้อถอนโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำได้ ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์ใช้ค่าใช้ที่ดินแก่จำเลยเป็นเงินปีละ 200 บาท นั้น เห็นว่าฟ้องแย้งของจำเลยไม่ได้ขอให้โจทก์ใช้ค่าใช้ที่ดินที่โจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าใช้ที่ดินแก่จำเลยจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอฟ้องแย้งเป็นการไม่ชอบ แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้สำหรับที่พิพาทหมาย ก. นั้น โจทก์ถูกแย่งการครอบครองเป็นเวลาล่วงเลยมานั้นถึงวันโจทก์ฟ้องเกินกว่า 1 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องเสียเงินค่าใช้ที่พิพาทหมาย ข. แก่จำเลย 200 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์