Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5963/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ว. พยานโจทก์มิใช่เป็นเพียงผู้ที่ได้รับคำบอกกล่าวจากเรือเอก ป. พยานจำเลย แต่ยังรู้เห็นข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่าง ๆ จากบุคคลและสิ่งของวัสดุก่อสร้างที่มีผู้บุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ ถือว่าเป็นประจักษ์พยานเมื่อเบิกความอย่างสมเหตุผลจึงรับฟังได้ การส่งเอกสารโดยวิธีโทรสารเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไปว่าผู้ส่งจะนำต้นฉบับของเอกสารไปลงในเครื่องโทรสารแล้วส่งโดยวิธีโทรสารไปยังเครื่องโทรสารของผู้รับ ฉะนั้นผู้ส่งจะเป็นผู้เก็บต้นฉบับไว้ ว.เบิกความว่าเอกสารหมาย จ.4 เป็นโทรสารที่เรือเอก ป.เป็นผู้ส่งมาให้ อ. พยานโจทก์อีกปากหนึ่งและเรือเอก ป.ก็เบิกความยอมรับว่าข้อความที่เขียนและลายมือชื่อเป็นของตนจริง อีกทั้ง ธ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า เครื่องโทรสารที่ใช้โทรสารไปถึง อ. นั้นเป็นของจำเลยจริง และไม่ปฏิเสธว่าเรือเอก ป. ไม่ได้ส่งโทรสารไปยัง อ. ดังที่โจทก์นำสืบ และในชั้นพิจารณาจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องแล้วจึงรับฟังเอกสารหมาย จ.4 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างวัสดุอุปกรณ์ออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามยุ่งเกี่ยวหรือใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยและบริวารปรับปรุงที่ดินของโจทก์ทั้ง 6 แปลง กลับสู่สภาพเดิม ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายค่าใช้ประโยชน์ที่ดินของโจทก์เป็นเงิน 1,800,000 บาทและค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องจำเลยไม่เคยนำคนงานก่อสร้างเข้าไปบุกรุกใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โจทก์ไม่ได้เสียหายจริงค่าเสียหายหากมีไม่เกินเดือนละ 100 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 125055 ถึง 125060แขวงคลองกุ่ม

เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานครของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 140,000 บาท แก่โจทก์ ส่วนคำขอให้ขับไล่จำเลยให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ และค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดที่จำเลยฎีกาในข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์รับฟังคำเบิกความของนายวิสูตรขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95(2)เพราะนายวิสูตรไม่ได้เป็นผู้ได้เห็นว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์เพียงแต่ทราบจากการบอกเล่าของเรือเอกประนอม จึงเป็นพยานบอกเล่าห้ามมิให้ยอมรับฟังนั้น

เห็นว่านายวิสูตรพยานโจทก์เบิกความว่านายอำนวยผู้ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ให้นายวรวิทย์ ศรีปราชญ์ ไปตรวจดูที่ดินของโจทก์แล้วได้พบคนงานเข้าไปปลูกบ้านพักอาศัยและมีวัสดุก่อสร้างเก็บอยู่ในที่ดินของโจทก์จึงถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.2 (รวม 10 ภาพ)โจทก์จึงมอบอำนาจให้พยานไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจครั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2534 พยานได้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปยังที่ดินของโจทก์ก็พบว่ามีคนงานบุกรุกเข้าไปอยู่ในที่ดินของโจทก์จริง และเจ้าพนักงานตำรวจได้พาคนงานบางคนที่บุกรุกที่ดินของโจทก์ไปสถานีตำรวจ แต่ไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้จึงตกลงกันว่าจะไปเจรจากันในวันที่ 15 สิงหาคม 2534 โดยคนงานดังกล่าวจะไปแจ้งให้จำเลยมาตกลงด้วยหลังจากนั้นวันที่ 13สิงหาคม 2534 ฝ่ายจำเลยโดยเรือเอกประนอมในฐานะตัวแทนของนายธรรมรักษ์

กรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยก็ส่งโทรสารชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์มาให้นายอำนวยตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูข้อความในเอกสารดังกล่าวนี้แล้วได้ความว่านายธรรมรักษ์ได้ใช้ที่ดินของโจทก์เป็นที่พักของคนงานจำเลยเป็นเนื้อที่ 167 ตารางวาโดยมีแผนที่แสดงให้เห็นถึงที่ดินของโจทก์ที่จำเลยใช้ประโยชน์ดังกล่าวประกอบด้วย และบอกให้ทราบด้วยว่าได้ใช้ที่ดินของโจทก์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2534 นอกจากนี้ยังมีที่ดินของโจทก์แปลงอื่นอีก 1 แปลง ซึ่งจำเลยได้ใช้ประโยชน์มาประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ท้ายเอกสารหมาย จ.4 นี้ ได้มีลายมือชื่อของเรือเอกประนอมลงไว้พร้อมกับประทับตรายางชื่อของเรือเอกประนอมไว้ให้เห็นแจ้งชัดซึ่งเรือเอกประนอมก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่าข้อความและลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือและลายมือชื่อของตนจริง

จนกระทั่งถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2534 พยานและนายอำนวยได้ไปพบเรือเอกประนอมที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวตามที่นัดกันไว้แล้วได้เจรจากันโดยเรือเอกประนอมก็มิได้ปฏิเสธว่าคนงานที่บุกรุกเข้าไปพักอาศัยในที่ดินของโจทก์นั้นไม่ใช่คนงานของจำเลย และในที่สุดเรือเอกประนอมก็ตกลงยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายคนงานและวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งปรับพื้นที่ให้เหมือนเดิมให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันส่วนค่าเสียหายเรือเอกประนอมเสนอชดใช้ให้เดือนละ 10,000 บาท แต่นายอำนวยเรียกเดือนละ 100,000 บาท จึงยังตกลงกันไม่ได้และนัดตกลงกันใหม่โดยทั้งสองฝ่ายให้ร้อยตำรวจเอกสมชัย อนิวัฒน์กุลชัยพนักงานสอบสวนลงบันทึกรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ตามเอกสารหมาย

จ.5 นอกจากนี้พยานยืนยันอีกว่าเรือเอกประนอมได้มอบนามบัตรให้พยานและนายอำนวยไว้ตามเอกสารหมาย จ.6ซึ่งมีข้อความระบุที่ทำงานคือบริษัทจำเลยและที่บ้านของเรือเอกประนอมอีกด้วย หลังจากนั้นเรือเอกประนอมก็ไม่ได้ติดต่อกับพยานหรือนายอำนวยอีกเลย พยานจึงไปตรวจดูที่ดินของโจทก์เมื่อต้นเดือนกันยายน 2534 ปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้ขนย้ายคนงานและวัสดุอุปกรณ์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ พยานจึงแจ้งให้นายอำนวยทราบนายอำนวยจึงมีหนังสือถึงจำเลยให้จัดการขนย้ายคนงานและอุปกรณ์การก่อสร้างออกจากที่ดินของโจทก์พร้อมกับเรียกค่าเสียหายซึ่งจำเลยได้รับไว้ตามเอกสารหมาย จ.7และ จ.8 ตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 23 กันยายน 2534 พยานได้ไปตรวจดูที่ดินของโจทก์อีกครั้งก็ปรากฏว่าจำเลยยังไม่ได้จัดการตามหนังสือบอกกล่าวแต่อย่างใด

จำเลยยังคงให้คนงานใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์เต็มพื้นที่ซึ่งพยานได้ถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.9 จากคำเบิกความของนายวิสูตรดังกล่าวเห็นได้ชัดว่านายวิสูตรมิใช่เป็นแต่เพียงผู้ที่ได้รับคำบอกกล่าวจากเรือเอกประนอมดังที่จำเลยฎีกาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่รู้เห็นข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ต่าง ๆ จากบุคคลและสิ่งของวัสดุก่อสร้างที่มีผู้บุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์อีกด้วย จึงถือได้ว่านายวิสูตรเป็นประจักษ์พยานของโจทก์ซึ่งเบิกความอย่างสมเหตุผลไม่มีพิรุธจึงเป็นพยานที่รับฟังได้หาใช่ขัดต่อกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์รับฟังโทรสารเอกสารหมาย จ.4 ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(1) เพราะไม่ใช่เป็นต้นฉบับแต่เป็นสำเนาเอกสารที่จำเลยมิได้ตกลงกันว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงห้ามรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การส่งเอกสารโดยวิธีโทรสารเป็นวิทยาการแบบใหม่ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันโดยทั่วไปว่าผู้ส่งจะนำต้นฉบับของเอกสารที่จะทำการส่งไปลงในเครื่องโทรสารแล้วจัดการส่งโดยวิธีโทรสารไปยังเครื่องโทรสารของผู้รับ ฉะนั้นต้นฉบับผู้ส่งจะเป็นผู้เก็บไว้ เกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.4 นี้เป็นโทรสารที่นายวิสูตรพยานโจทก์เบิกความอ้างว่าเรือเอกประนอมเป็นผู้ส่งมาให้นายอำนวยและเรือเอกประนอมก็เบิกความยอมรับแล้วว่า ข้อความที่เขียนและลายมือชื่อเป็นลายมือและลายมือชื่อของตนจริง ยิ่งไปกว่านี้นายธรรมรักษ์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทจำเลยได้เบิกความยอมรับว่าเครื่องโทรสารที่ใช้โทรสารไปถึงนายอำนวยดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 นั้น เป็นเครื่องโทรสารของจำเลยจริงและไม่ปฏิเสธว่าเรือเอกประนอมไม่ได้ส่งโทรสารตามเอกสารหมาย

จ.4ไปยังนายอำนวยดังที่โจทก์นำสืบ นายธรรมรักษ์คงเบิกความลอย ๆว่าเครื่องโทรสารของจำเลยดังกล่าวคนอื่นซึ่งไม่ใช่คนงานของจำเลยก็ใช้ได้เท่านั้น และในชั้นพิจารณาจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านหรือนำสืบหักล้างแต่อย่างใดจึงถือได้ว่าจำเลยยอมรับความถูกต้องแล้วเอกสารหมาย จ.4 จึงรับฟังได้ไม่ขัดต่อกฎหมายดังที่จำเลยฎีกา"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · ธวัชชัย พิทักษ์พล · ไพฑูรย์ แสงจันทร์เทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้