Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5960/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ช. ขายที่ดินคืนให้โจทก์เนื่องจากโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 และมีการไกล่เกลี่ยจน ช. ตกลงโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์โดยให้โจทก์ชำระเงิน 300,000 บาท แต่โจทก์ไม่สามารถหาเงินได้ทัน จึงขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยเหลือหาเงินให้ โดยจะตอบแทนด้วยการโอนที่ดินให้จำนวน 3 ไร่ ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าในการขายที่ดินพิพาทคืนโจทก์ดังกล่าว ช. กลับโอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แทนการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงมิได้เป็นไปตามที่ ช. กับโจทก์และจำเลยที่ 1ที่ 2 ตกลงกัน การที่ ช. โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของ ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องช. เป็นจำเลย ผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำของโจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2145 (ที่ถูก 2045) ตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ระหว่างนายชัยเรืองวุฒิชัย ผู้ขาย กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ซื้อและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวกับคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสี่เข้าเกี่ยวข้องอีกจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 2045 ตำบลในเมือง

อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ เดิมมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ล.3 ว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2529 โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้นายชัย เรืองวุฒิชัย ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2529 นายชัยขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายจันทร์ อัคลา สามีโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ได้กู้ยืมเงินจากนายชัยจำนวน 150,000 บาท โดยใช้โฉนดที่ดินพิพาทวางเป็นประกัน ต่อมานายชัยได้หลอกลวงโจทก์ให้ลงชื่อในเอกสารหลังจากนั้นประมาณ 6 เดือน

นายชัยได้นำรถไถนาไถที่ดินพิพาท โจทก์จึงทราบว่าถูกนายชัยหลอกลวงปลอมแปลงเอกสารโอนที่ดินพิพาทเป็นของนายชัยโจทก์และนายจันทร์จึงไปแจ้งความต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านไผ่ให้ดำเนินคดีแก่นายชัย ส่วนจำเลยทั้งสี่นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับแจ้งความจากโจทก์หลังจากถูกโจทก์ฟ้องคดีแล้ว จึงได้ทราบจากการสอบถามว่าร้อยตำรวจเอกเดชศักดิ์ อัมรินทร์ เป็นผู้รับแจ้งความเกี่ยวกับเรื่องที่นายชัยเข้าไปปรับปรุงที่ดินของโจทก์ เจ้าพนักงานตำรวจเรียกนายชัยมาสอบถาม ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า โจทก์ได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่นายชัย นอกจากนี้โจทก์ยังมีนายอุ้ยภูหัตถการ เป็นพยานเบิกความว่า

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 นายอุ้ยได้ไปที่สำนักงานที่ดินเพื่อคัดค้านเรื่องโอนที่ดิน จำเลยที่ 3 เรียกนายอุ้ยไปพบแล้วจำเลยที่ 3 ได้เขียนเอกสารยกที่ดินพิพาทส่วนที่ทับที่ดินของนายอุ้ยเนื้อที่ 1 งาน 81 ตารางวา ให้นายอุ้ยตามเอกสารหมาย จ.8 นายอุ้ยเห็นจำเลยทั้งสี่กับโจทก์คุยกันอยู่ที่สำนักงานที่ดินด้วย ซึ่งฝ่ายจำเลยทั้งสี่ก็ยอมรับว่าในวันดังกล่าวนายอุ้ยไปที่สำนักงานที่ดิน คำเบิกความของนายอุ้ยจึงเป็นข้อยืนยันว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้พบกันแล้วตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2529 พยานโจทก์ที่ว่ามีการแจ้งความแก่จำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปคือขั้นตอนการซื้อที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 และราคาที่ดินพิพาทที่แท้จริง

จำเลยทั้งสี่พยายามนำสืบว่าการซื้อขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 กับพวกไม่เกี่ยวกับโจทก์ โดยนำนายเหล็กมาเบิกความเป็นพยานว่า นายเหล็กเป็นนายหน้าแนะนำให้จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินจากนายชัยแต่คำเบิกความของนายเหล็กซึ่งอ้างว่าเป็นนายหน้านั้นไม่อยู่กับร่องกับรอย นายเหล็กตอบทนายความโจทก์ถามค้านว่าบ้านนายชัยเปิดเป็นร้านซ่อม แต่ไม่ทราบว่าซ่อมอะไรเพราะไม่เคยไปที่บ้านนายชัยที่ดินที่ขายไม่มีบ้านปลูกอยู่ ช่วงปี 2529 ขายไร่ละไม่เกิน 10,000 บาทซึ่งนายเหล็กคิดว่าเป็นราคาปกติ แต่คนอื่นบอกว่าแพง แสดงว่า นายเหล็กไม่เคยไปบ้านนายชัยและไม่รู้จักหรือไม่เคยไปที่ที่ดินพิพาท จึงไม่รู้ว่าในที่ดินพิพาทมีบ้านโจทก์ปลูกอยู่ อีกทั้งนายเหล็กยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไม่ว่าจะเป็นจำนวนเนื้อที่หรือราคาที่ดินพิพาทนายเหล็กจึงได้เบิกความว่าที่ดินพิพาทขายไร่ละไม่เกิน 10,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงไม่น่าเชื่อว่านายเหล็กเป็นนายหน้าขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ข้ออ้างว่านายเหล็กเป็นนายหน้าจึงเป็นพิรุธ

สำหรับเรื่องราคาที่ดินนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 สำเนาโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ล.3 และ 5 และ ล.6 ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 ในราคา 350,000 บาท แต่สามารถจำนองธนาคารในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 ตุลาคม 2529 เป็นเงินจำนวน 460,000 บาท ต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2530 จำนองธนาคารเป็นเงินจำนวน 650,000 บาท และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2531 จำนองธนาคารเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท แสดงว่าที่ดินพิพาทน่าจะมีราคาสูงกว่าราคาซื้อขายระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มาก จึงสามารถจำนองธนาคารได้เป็นเงินจำนวนสูงดังกล่าวแล้ว ประกอบกับจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าในปี 2534 ได้ประกาศขายที่ดินพิพาทในราคาไร่ละ 250,000 บาท ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าในปี 2529 ที่ดินพิพาทมีราคาใกล้เคียงกับไร่ละ 250,000 บาท

มากกว่าไร่ละ 20,000 บาทถึง 30,000 บาท ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นการขายที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์มากกว่าการซื้อขายธรรมดาอีกประการหนึ่ง หากเป็นการซื้อขายกันปกติธรรมดาระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 แล้ว ก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งไม่เคยรู้จักโจทก์มาก่อนจะกู้เงินธนาคารโดยเสียดอกเบี้ยมาซื้อที่ดินให้โจทก์อยู่เปล่า ๆ โดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลาหลายปีและมิได้ทำหลักฐานใด ๆ ไว้เลย อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีการสอบถามหรือตกลงเกี่ยวกับผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินที่ซื้อขายกัน และข้อเท็จจริงยังไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะเป็นผู้ร่วมซื้อที่ดินกับจำเลยที่ 2 เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้มาเบิกความสนับสนุนส่วนจำเลยที่ 3 ก็เบิกความไม่อยู่กับร่องกับรอย

ตอนแรกว่าซื้อรวมทั้งบ้านโจทก์ แต่กลับตอบทนายความจำเลยทั้งสี่ถามติงว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นการซื้อเฉพาะที่ดิน ไม่ได้ซื้อบ้านของโจทก์ด้วย นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 จะเอาเงินจำนอง 1,000,000บาท ไปทำอะไรบ้าง ซึ่งผิดวิสัยของผู้เป็นเจ้าของร่วม ยิ่งกว่านั้น หากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซื้อที่ดินพิพาทจากนายชัยโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 3 จะลงชื่อยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 81 ตารางวาให้แก่นายอุ้ยตามเอกสารหมาย จ.8 การยกให้ดังกล่าวซึ่งมีลักษณะรีบร้อนส่อแสดงพิรุธว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่ต้องการให้นายอุ้ยคัดค้านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท เพราะหากมีการคัดค้านโจทก์ต้องทราบเรื่องที่เกิดขึ้นและคัดค้านการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 พฤติการณ์ต่าง

ๆ ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วมีเหตุผลเชื่อได้ว่า นายชัยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในราคา350,000 บาท แต่เป็นการขายที่ดินคืนให้โจทก์เนื่องจากโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อจำเลยที่ 1 และมีการไกล่เกลี่ยจนนายชัยตกลงโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท แต่โจทก์ไม่สามารถหาเงินได้ทันจึงขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยเหลือหาเงินให้ โดยจะตอบแทนด้วยการโอนที่ดินให้จำนวน 3 ไร่ สรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ คดีฟังได้ว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทจากนายชัยมิได้เป็นไปตามที่นายชัยกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตกลงกัน การที่นายชัยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบ

โจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายชัยกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของนายชัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนายชัยเป็นจำเลย ผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีได้ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน ปัทมราชวิเชียร · สมชัย เกษชุมพล · สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้