Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5958/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความ และให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเป็นชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แม้จะไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้กระทำเช่นนั้นในบริเวณศาลอันจะถือว่าเป็นตัวการ แต่ก็ถือเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จึงมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.อ. มาตรา 17 และ 84

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2557 นางสาวชวัลนาถ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น รายงานต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยนายธวัชชัย ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ ยื่นฟ้องนายจรัล เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.2493/2556 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาผิดสัญญา (บัตรเครดิต) เรียกให้ชำระหนี้ โจทก์ได้แต่งตั้งให้นางสาวสุวลีผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความของโจทก์ และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิของคู่ความนั้น เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2556 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จึงลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ท้ายคำฟ้องในคดีหมายเลขดำที่

ผบ.2493/2556 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้แนบสำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความ ประเภทสองปี ใบอนุญาตให้เป็นทนายความเลขที่ 1442/2558 ซึ่งระบุวันออกบัตร 30 กันยายน 2556 บัตรหมดอายุ 29 กันยายน 2558 ซึ่งศาลชั้นต้นตรวจพบว่าหมายเลขปี พ.ศ. วันออกบัตรหมายเลข "6" และเลขปี พ.ศ. วันบัตรหมดอายุหมายเลข "8" มีร่องรอยการแก้ไข ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลไต่สวนใบอนุญาตทนายความโจทก์มีผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ทนายโจทก์ นางสาวจารุมน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มาศาล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แถลงว่า ได้ลาออกจากบริษัทที่ทำงานให้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว และลายมือชื่อในใบแต่ทนายความรวมถึงเอกสารฟ้องทั้งหมดไม่ใช่ลายมือชื่อของตนเอง

ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แถลงว่า เอกสารประกอบคำฟ้องทั้งหมดตนเองเป็นผู้ดำเนินการและได้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง ศาลออกหมายเรียกนายทิตนาค ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 กรรมการผู้จัดการบริษัทมาเจสติค ลอร์ แอนด์คอลเล็คชั่น จำกัด มาไต่สวน และวันที่ 21 มีนาคม 2557 ศาลไต่สวนโดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แถลงว่า เป็นผู้แก้ไขใบอนุญาตให้เป็นทนายความและลงลายมือชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้กระทำ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 แถลงว่า ไม่เคยใช้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ดำเนินการดังกล่าว ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แถลงว่า ได้ลาออกจากบริษัทดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2555 และในคดีดังกล่าวตนเองก็ไม่ได้เป็นทนายความ และไม่ได้อนุญาตให้บริษัทใช้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความดังกล่าว และไม่เคยลงลายมือชื่อไว้ในคำฟ้องหรือเอกสารใด

ๆ ในคดีหมายเลขดำที่ ผบ.2493/2556 ของศาลชั้นต้น แต่ประการใด จึงมีเหตุสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีพฤติการณ์การเข้าข่ายในความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสาม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน ให้ยกข้อกล่าวหาสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ยังคงดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทมาเจสติค ลอร์ แอนด์คอนเล็คชั่น จำกัด ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เบิกความรับว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2556 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เพียง 2 วัน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ยังเดินทางไปว่าความที่ศาลต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทางภาคเหนือหลายแห่ง แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นทนายความและผู้จัดการฝ่ายกฎหมายรวมทั้งกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวอยู่ด้วย ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นำสืบว่า ในเดือนตุลาคม 2555 เมื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เข้าไปที่บริษัทฯ พบใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 วางอยู่บนโต๊ะทำงาน จึงสอบถามผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ว่านำสำเนาใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มาทำอะไร พร้อมกับสั่งห้ามมิให้บุคคลใดนำสำเนาใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ดังกล่าวไปดำเนินการใด

ๆ ก็ขัดกับคำเบิกความของนายธวัชชัย หัวหน้าส่วนติดตามและเร่งรัดหนี้สินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่เบิกความว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีชื่อเป็นทนายความที่บริษัทฯ ส่งไปยังธนาคารจนถึงปี 2557 การที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความของบริษัทฯ ลาออกไปแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในฐานะผู้จัดการฝ่ายกฎหมายและเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ย่อมต้องทราบเรื่องดี ควรที่จะคัดชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ออกจากการเป็นทนายความที่มีคุณสมบัติเป็นทนายความของธนาคาร แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 กลับเพิกเฉยไม่แจ้งให้ธนาคารทราบจึงเป็นข้อพิรุธ และคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่ว่า ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ลาออกจากบริษัท

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความยังไม่ครบ 2 ปี แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความและให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเป็นชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้กระทำเช่นนั้นตลอดมาจนกระทั่งใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 หมดอายุ แม้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 จะเบิกความต่อไปว่า เป็นผู้แก้ไขปีหมดอายุ ในสำเนาใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ด้วยตนเอง ไม่ได้ปรึกษาผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 แต่การยื่นฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ผบ.2493/2556 ของศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ก็ทราบดีว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความแต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มิได้โต้แย้ง

นอกจากนี้ ยังได้ความจากสิบเอกหญิงแสงเดือน ซึ่งเคยเป็นทนายความและผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทฯ พยานของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ว่าเมื่อบริษัทฯ รับคดีมาจากธนาคาร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะเป็นผู้จ่ายคดีให้แก่ทนายความในบริษัทฯ ทนายความแต่ละคนจะต้องเสนอสำนวนให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ตรวจ แล้วผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะรวบรวมสำเนาคำฟ้องแต่ละคดีนำเสนอขอเบิกค่าใช้จ่าย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปใช้ก่อนเกิดเหตุประมาณ 200 คดี แม้ช่วงปี 2553 ถึงปี 2556 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 จะไปดูแลกิจการในเครือของบริษัทที่ภาคเหนือ แต่ในปี 2556 ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ก็กลับมาดูแลกิจการของบริษัทบ่อยขึ้น

แม้สิบเอกหญิงแสงเดือนเป็นพยานของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 แต่ก็เป็นพยานคนกลาง ส่วนคำเบิกความของ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 แม้จะเป็นคำซัดทอดว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้ตนกระทำความผิด แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ก็รับว่าตนเองร่วมกระทำความผิดด้วย จึงไม่ใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เมื่อพิจารณาประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ที่นำใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปใช้เป็นจำนวนมากถึง 200 คดี เชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเป็นเพียงทนายความประจำบริษัทที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความไม่นานนักย่อมมีประสบการณ์การทำงานน้อย โดยลำพังเพียงคนเดียวย่อมไม่กล้ากระทำไปโดยพลการ พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่แสดงให้เห็นในการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของบริษัทดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น

ประกอบคำซัดทอดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และคำเบิกความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฟ้องคดีหลังจากผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ลาออกจากบริษัทไปแล้วตลอดมาจนกระทั่งใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 หมดอายุ จึงมีการแก้ไขปีหมดอายุ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ซึ่งมีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดฐานของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ย่อมต้องรับผิดในการกระทำดังกล่าวด้วย จึงเป็นความผิดร่วมกันละเมิดอำนาจศาล อย่างไรก็ตาม แม้ทางไต่สวนจะได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เพิ่งได้ใบอนุญาตให้เป็นทนายความไม่นานนัก

กระทำความผิดไปตามคำสั่งของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เรียนจบกฎหมาย ก่อนจะได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องผ่านการฝึกอบรมในด้านจริยธรรมมาแล้ว สภาทนายความจึงออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความให้ ย่อมรู้หรือควรรู้ว่าสิ่งที่ตนกระทำไปนั้นไม่สมควรกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางไต่สวนยังได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 นำใบอนุญาตให้เป็นทนายความของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไปใช้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลมากถึง 200 กว่าคดี แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 กระทำความผิดไปโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษให้ พิพากษายืน ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้รอการลงโทษ และฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า ตนไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ขอให้พิพากษายกข้อกล่าวหานั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดทางละเมิดอำนาจศาลนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า เป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล คือ ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพียงว่า

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 สั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นทนายความและให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความเป็นชื่อของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ได้กระทำเช่นนั้นในบริเวณศาลด้วย อันจะถือว่าเป็นตัวการ แต่การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 และมาตรา 84 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิพันธ์ ช่วยสกุล · วิวัธน ทองลงยา · เถกิงศักดิ์ คำสุระ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดกระบี่ - นายสมชาย อติกรจุฑาศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายประเสริฐ โกวิทยา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1681/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ลม1/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ลม1/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้