คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยานายพัลลภ ชัยสมบัติ ในระหว่างสมรสนายพัลลภจดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยจำเลยรู้ว่านายพัลลภเป็นสามีโจทก์ เมื่อนายพัลลภถึงแก่กรรม จำเลยไปขอรับบำเหน็จบำนาญของนายพัลลภจากต้นสังกัด ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญของนายพัลลภ ขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับนายพัลลภเป็นโมฆะจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสโดยสุจริตและถูกนายพัลลภใช้กลฉ้อฉลทำให้จำเลยเสียหาย และการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการสมรสทำให้จำเลยขาดรายได้ โจทก์เอารถยนต์ที่จำเลยกับนายพัลลภซื้อร่วมกันไป ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณืภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะส่วนตัวฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระวห่างจำเลยกับนายพัลลภ ชัยสมบัติ สามีโจทก์เป็นโมฆะ
จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ในฐานะที่โจทก์เป็นทายาทของนายพัลลภให้ชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยถูกนายพัลลภใช้กลฉ้อฉลให้จดทะเบียนสมรส กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเลี้ยงชีพเพราะการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ทำให้จำเลยขาดรายได้ ทั้งยังเรียกค่าเสียหายเนื่องจากโจทก์เอารถยนต์ที่จำเลยกับนายพัลลภร่วมกันเป็นเจ้าของไป ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมของโจทก์ ชอบที่จะไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษายืน.