Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 590270)

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท และมีคำขอให้โจทก์โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคืนให้ผู้ร้องสอด เป็นการร้องสอดเข้ามาเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เพื่อต่อสู้คดีกับโจทก์ ในทำนองเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ก็มีประเด็นพิพาทเช่นเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีดังกล่าวว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทหรือไม่ คำร้องสอดของผู้ร้องสอดถือเป็นคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกัน ผู้ร้องสอดจะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ในคดีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทคืนแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 282/2545 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยมิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องความเป็นเจ้าของของที่ดินที่พิพาท จำเลยทั้งสี่จึงสามารถสืบพยานตามคำให้การและฟ้องแย้งในคดีนี้ได้ ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 33,270 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและอพยพขนย้ายครอบครัวพร้อมบริวารกับผู้เช่าออกไปจากที่ดินและทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพอันดีแล้วส่งมอบให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหมอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสี่เดือนละ 30,000 บาท จนกว่าจะส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืน

โจทก์ให้การและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง นายนันทวัฒน์ ผู้ร้องสอด ยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวแทนผู้ร้อง สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3กับโจทก์จึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายและขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อของนางสาวตวงรัตน์ นางสาวพรพัฒน์ จำเลยที่ 1 และผู้ร้องสอดในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแสดงแทนเจตนาและให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทคืน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่า ผู้ร้องสอดเคยยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย ซึ่งมูลความแห่งคดีเป็นเรื่องเดียวกันหากอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดีผู้ร้องสอดจะอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ และโจทก์จะอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เป็นกรณีต้องห้ามมิให้ผู้ร้องสอดยื่นฟ้องคดีเรื่องเดียวกันอีก จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด ระหว่างพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ประเด็นข้อพิพาทข้อ 1. เรื่องโจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ ข้อ 3. เรื่องสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ8410 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ข้อ 4. เรื่องโจทก์ต้องคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 2097 และ 8410 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แก่จำเลยทั้งสี่หรือไม่ และข้อ 5. เรื่องจำเลยมีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ในคดีนี้ กับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 282/2545 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ในคดีนี้ เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยที่ 2 มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เช่นเดียวกัน และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมีคำสั่งให้คู่ความนำพยานเข้าสืบในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2. เรื่องโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใดแต่เพียงประเด็นเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่โดยให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2097 และ4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ โจทก์ จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสี่ให้ เป็นพับ

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องโจทก์ ฟ้องแย้งจำเลยทั้งสี่ และผู้ร้องสอด ให้เป็นพับ โจทก์และผู้ร้องสอดฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 และผู้ร้องสอดถึงแก่ความตายนางสาวนงเยาว์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ส่วนนางทิพาพรรณ บุตรของผู้ร้องสอด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ร้องสอด ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า คำร้องสอดของผู้ร้องสอดเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาท และมีคำขอให้โจทก์โอนที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทคืนให้ผู้ร้องสอดเป็นการที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้เพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เพื่อต่อสู้คดีกับโจทก์ ในทำนองเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้น ทำให้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดเป็นคำฟ้อง โดยผู้ร้องสอดเป็นผู้อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์อยู่ในฐานะเป็นจำเลยเช่นเดียวกับที่ผู้ร้องสอดฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งดังกล่าว ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา และคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่พิพาทดังเช่นที่ผู้ร้องสอดขอให้โจทก์โอนที่ดินสองแปลงที่พิพาทคืนให้แก่ผู้ร้องสอด ถึงแม้ในคดีนี้จะเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทและขับไล่จำเลยทั้งสี่ แต่ก็มีประเด็นพิพาทประเด็นเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่พิพาทหรือไม่เช่นเดียวกับที่ผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์กับพวกไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 48/2554 ของศาลชั้นต้น เป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันจึงเป็นฟ้องซ้อน ผู้ร้องสอดจะยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีนี้ไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอดจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยงดสืบพยานในประเด็นข้อ 1 ข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 แล้วฟังว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงที่พิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 282/2545 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 4288/2551 โดยวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม (หมายถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีนี้) อ้างว่าโจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ไว้แทนนายนันทวัฒน์ (ผู้ร้องสอด) ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ทั้งสาม นายนันทวัฒน์ได้ตกลงจะขายที่ดินดังกล่าวกับที่ดินแปลงอื่นรวม 73 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 (นายทองอินทร์) โดยโจทก์ทั้งสามได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 ให้แก่จำเลยที่ 2 (โจทก์) เป็นการล่วงหน้าและรับเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท

ไปจากจำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ทั้งสามจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 คืนแก่โจทก์ทั้งสาม ให้โจทก์ทั้งสามริบเงินมัดจำจำนวน 8,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องดังกล่าว เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามเป็นตัวแทนของนายนันทวัฒน์ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ 4810 และดำเนินการต่าง ๆ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่นายนันทวัฒน์ทำไว้กับจำเลยที่ 1 สิทธิในที่ดินและตามสัญญาดังกล่าว จึงมิใช่เป็นของโจทก์ทั้งสาม หากมีการโต้แย้งสิทธิก็เป็นการโต้แย้งสิทธิของนายนันทวัฒน์ มิใช่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมายแพ่งที่จะนำคดีมาสู่ศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ทั้งโจทก์ทั้งสามมิได้รับมอบอำนาจจากนายนันทวัฒน์ให้ฟ้องคดีแทนตามมาตรา 60 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้และพิพากษาแก้เป็น ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คือพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามเป็นกรณีที่มิได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องความเป็นเจ้าของของที่ดินโฉนดเลขที่ 2097 และ4810 อันเป็นที่ดินแปลงที่พิพาทกันในคดีนี้ซึ่งโจทก์กล่าวอ้างบรรยายในฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าว กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิศิฏฐ์ สุดลาภา · พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว · จิรนิติ หะวานนท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครปฐม - นายอนุสรณ์ สมทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ1610/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ206/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1404/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้