Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 589/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ให้โจทก์ โดยไม่ได้ลงวันที่โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังเช็ค ต่อมาจำเลยที่ 1 บอกให้โจทก์ลงวันที่ในเช็คเพื่อเบิกเงินในวันที่ 8 มกราคม 2512 ดังนี้ การที่โจทก์ลงวันที่ในเช็คแล้วนำเช็คไปเข้าบัญชีธนาคารเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คในวันที่ 8 มกราคม 2512 จึงเป็นการจดวันที่ถูกต้องลงในเช็คโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่าบัญชีของจำเลยปิดแล้วจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดตามเช็คนั้น แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อโจทก์รับเช็คโจทก์ทราบว่าธนาคารได้ปิดบัญชีกับจำเลยที่ 1 แล้วก็ตาม จำเลยที่ 1 ก็จะปฏิเสธความรับผิดตามเช็คนั้นหาได้ไม่ และแม้จำเลยที่ 2 จะมิได้เกี่ยวข้องรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ลงวันที่ในเช็คจำเลยที่ 2. ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ลงวันที่ 26เดือนมกราคม พุทธศักราช 2514 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด สาขาสามแยก เลขที่ เอ็น 1-241290 ลงวันที่ 8 มกราคม 2512 จำนวนเงิน 70,110 บาทชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ดังปรากฎตามสำเนาเช็คหมายเลข 1 ท้ายฟ้อง เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ได้นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาราชวงศ์เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคารศรีนคร จำกัด สาขาสามแยก แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน อ้างว่าบัญชีปิดแล้ว ปรากฎตามสำเนาใบคืนเช็คหมายเลข 2 ท้ายฟ้อง โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ก็ขอผัดและผิดนัดเรื่อยมา

จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในต้นเงินตามเช็ค70,110 บาท ในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินถึงวันฟ้อง เป็นเวลา 4 เดือนเป็นเงิน 1,752.75 บาท รวมเงินที่จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิด 71,832.75 บาท จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินที่ค้างเป็นเงิน 71,832.75 บาทแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินตามเช็ค 70,110 บาทในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อ พ.ศ. 2507 - 2508 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าซื้อเหล็กเส้นไปจากโจทก์ จึงได้สั่งจ่ายเช็คให้โจทก์หลายฉบับ แต่เช็ค 3 ฉบับ

ธนาคารปฏิเสธการใช้เงิน โจทก์ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชยเขต 2 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้ ในที่สุดตกลงกันโดยให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาทให้โจทก์ยึดถือไว้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2509 และให้จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คนั้น การออกเช็คไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ โจทก์ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีบัญชีกับธนาคารศรีนคร สาขาสามแยก จึงไม่มีสิทธิเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทได้ตามกฎหมายและโจทก์ไม่ประสงค์จะเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้นแต่อย่างใดต่อมาโจทก์มีเจตนาไม่สุจริตจดวันที่ไม่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คนั้นเป็นวันที่ 8 มกราคม 2512 แล้วนำเช็คเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินโดยไม่สุจริต เช็คพิพาทออกให้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน2509 โจทก์มิได้นำยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงินภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คนั้น จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นความรับผิดในฐานะผู้สลักหลัง เพราะเป็นเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็ค

อนึ่ง มูลหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการซื้อขายเหล็กเส้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2507 และ 2508 โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องภายในอายุความ 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความอย่างไรก็ดี โจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คไม่ฟ้องผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายตั๋วเงินฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินอีกด้วย ขอให้ศาลยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็คฉบับพิพาทให้โจทก์โดยยอมจะใช้เงินตามเช็คนั้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดตามเช็ค โจทก์ลงวันที่สั่งจ่ายเป็นวันที่ 8 มกราคม 2512 ก็โดยจำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์เช่นนั้น

โจทก์จึงมีสิทธิลงวันตามที่ถูกต้องแท้จริงได้และคดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 71,832.75 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในต้นเงินตามเช็ค 70,110 บาท ในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 1,000 บาทแทนโจทก์ด้วย จำเลยอุทธรณ์ เว้นแต่เรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 (1) ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 รู้จักกันมาประมาณ 10 ปี เคยทำการซื้อขายติดต่อกัน และรู้จักจำเลยที่ 2 มา 4-5 ปี โดยเคยมาซื้อเหล็กจากโจทก์ เมื่อหลายปีมาแล้ว จำเลยที่ 1 มาซื้อเหล็ก ได้ออกเช็คให้หลายฉบับเป็นเงิน 73,000 บาทเศษเป็นเช็คของธนาคารศรีนคร แต่เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น โจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 ก็ไม่ชำระจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ต่อมาตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 1 บอกว่าไม่มีเงินขอผัดไปก่อน โดยจำเลยที่ 1 จะออกเช็คให้ใหม่ และให้จำเลยที่ 2 สลักหลังเมื่อหักยอดเงิน 3,000 บาทที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้บางส่วนแล้ว

จำเลยได้ออกเช็คธนาคารศรีนคร สาขาสามแยก จำนวนเงิน 70,110 บาท ศาลหมาย จ.1 ให้โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลัง แต่ไม่ได้ลงวันที่ในเช็คเพราะจำเลยที่ 1 บอกว่ายังเก็บเงินที่บ้านนอกไม่ได้ ถ้าเก็บได้จะบอกให้โจทก์ลงวันที่ ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2511 จำเลยที่ 1 ได้มาหาโจทก์ที่ร้านบอกว่าสิ้นปีนี้เงินงวดเก็บได้หมดแล้ว จำเลยที่ 1จะเอาเงินเข้าบัญชีให้เรียบร้อย ให้ลงวันที่ในเช็คเป็นวันที่ 8 มกราคม 2512 ได้ ครั้นถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงไทย สาขาราชวงศ์ เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ธนาคารศรีนคร สาขาสามแยกปฏิเสธการจ่ายเงิน แจ้งว่าบัญชีปิดแล้ว ตามใบคืนเช็คศาลหมาย จ.2 โจทก์ติดตามทวงถามจำเลยที่ 1 ไม่พบ จึงไปติดต่อกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 บอกว่าต้องให้เวลาสักหน่อยจะไปติดตามเอาเงินมาชำระให้

โจทก์ไปติดต่อกับจำเลยที่ 2 หลายครั้ง แต่ก็ไม่นำเงินมาชำระให้ จึงให้ทนายความทวงถามไปยังจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้รับชำระ การตกลงกันดังกล่าวแล้วข้างต้น ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารศาลหมาย ล.3 เหตุที่โจทก์รับเช็คของจำเลยที่ 1 ไว้ก็โดยจำเลยที่ 1 บอกว่าบัญชีมิได้ถูกปิด เอาเงินเข้าบัญชีแล้วก็เบิกเงินตามเช็คนั้นได้ และว่าแม้บัญชีจะถูกปิด เมื่อนำเงินไปเข้าก็ขึ้นเงินได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็รับรองว่าไม่เป็นไร เพราะเขาสลักหลังอยู่ จำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2507 - 2508 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ค่าซื้อเหล็กเส้นเป็นเงิน 73,110 บาท ได้ออกเช็คให้โจทก์ไว้ 2 - 3 ฉบับ แต่ขึ้นเงินไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ปิดบัญชีกับธนาคารแล้ว

โจทก์จึงไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 ครั้นวันที่ 29 มิถุนายน 2509 ตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้และโจทก์ได้ไปพบบอกว่าไม่ตั้งใจดำเนินคดีอาญา ขอให้ได้เงินคืนบ้างและยินดีให้ผ่อนชำระหนี้ ในวันนั้นจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 3,000 บาท และโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เขียนเช็คใบใหม่เพื่อแสดงว่าหนี้ยังคงค้างอยู่อีกเท่าใด จำเลยที่ 1 บอกว่าปิดบัญชีกับธนาคารแล้ว โจทก์ว่าไม่เป็นไร ออกเช็คเพื่อให้รู้ว่ายังค้างหนี้อยู่อีกเท่านั้นจะไม่เอาเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร จำเลยที่ 1 จึงเขียนเช็คตามเอกสารศาลหมาย จ.1 ให้โดยไม่ได้ลงวันที่ในเช็ค เพราะโจทก์บอกว่าบัญชีปิดแล้วก็ไม่ต้องลง โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมของภริยาจำเลยที่ 1 เซ็นชื่อไว้ด้านหลังเช็คด้วยเพื่อว่าถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ก็จะให้จำเลยที่ 2นำตัวจำเลยที่ 1 มาหาโจทก์ได้

มิได้มีเจตนาจะรับผิดในฐานะผู้สลักหลังแต่อย่างใด หลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้พบกับจำเลยทั้งสองอีกเลย จำเลยที่ 1 ไม่เคยตกลงให้โจทก์กรอกวันสั่งจ่ายเป็นวันที่ 8 มกราคม 2512 ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยตลอดแล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าเมื่อ พ.ศ. 2507 - 2508 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ค่าซื้อเหล็กเส้นเป็นเงิน 73,110 บาท จำเลยที่ 1 ได้ออกเช็คให้โจทก์ไว้ 3 ฉบับ ต่อมาโจทก์นำเช็คไปขึ้นเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงแจ้งความต่อตำรวจขอให้ดำเนินคดีอาญา จำเลยที่ 1 ตกลงใช้เงินให้แก่โจทก์ 3,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 70,110 บาท จำเลยที่ 1ได้ออกเช็คศาลหมาย จ.1 ให้ไว้ โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมภรรยาจำเลยที่ 1 เซ็นชื่อสลักหลังไว้ด้วย แต่เช็คนั้นไม่ได้เขียน วัน เดือน ปีที่สั่งจ่ายไว้

การตกลงตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้ตามเอกสารศาลหมาย ล.3 และโจทก์ได้ถอนคำร้องทุกข์ไม่ดำเนินคดีอาญากับจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์ได้กรอกวันสั่งจ่ายเป็นวันที่ 8 มกราคม 2512 แล้วนำเช็คไปเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาราชวงศ์เพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คนั้นแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน อ้างว่าบัญชีปิดแล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามเช็คพิพาทศาลหมาย จ.1 อย่างไรหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องเรียกเงินตามเช็คอันว่าด้วยลักษณะตั๋วเงินหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เช็คนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 898 ถือว่าเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งใน 3 ประเภท และตามมาตรา 989 บัญญัติให้นำบทบัญญัติในเรื่องตั๋วแลกเงิน มาตรา 910มาใช้บังคับเกี่ยวกับเช็คได้ ฉะนั้น เช็คที่มีรายการขาดตกบกพร่องตามมาตรา 988 คือมิได้ลงวันที่ออกเช็ค ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งทำการโดยสุจริตจะจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงก็ได้ เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่าการที่โจทก์จดแจ้งวันที่ลงไปในเช็คนั้นถือได้หรือไม่ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานและมีนายฮกกวง แซ่จิว พยานอีกปากหนึ่ง เบิกความสอดคล้องคำของโจทก์ว่าเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2511 จำเลยที่ 1 ได้มาที่ร้านโจทก์บอกว่าเช็คใบนั้น (เช็คพิพาท) ให้นำเข้าบัญชีได้ ให้โจทก์ลงวันที่ในเช็คเป็นวันที่ 8 มกราคม 2512 โดยจำเลยที่ 1 บอกว่าสิ้นปีเงินงวดจำเลยที่ 1 เก็บได้หมดแล้ว

จะเอาเงินเข้าบัญชีให้เรียบร้อยฝ่ายจำเลยนั้นคงมีแต่คำของจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเบิกความลอย ๆ ว่าที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์กรอกวันที่ลงในเช็คพิพาทไม่เป็นความจริงเท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงเหตุผลโดยทั่วไปประกอบแล้ว เห็นได้ในเบื้องต้นว่าการที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ออกเช็คก็เพื่อต้องการให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามเช็คนั้น จำเลยที่ 1 ผู้เป็นพ่อค้าและเคยใช้เช็คย่อมทราบดีถึงความประสงค์ของโจทก์อันนี้ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เขียนเช็คให้เพื่อแสดงว่ายังคงเป็นหนี้กันอยู่อีกเท่าใด และโจทก์จะไม่เอาเช็คไปขึ้นเงินนั้น จึงไม่มีเหตุผลอันควรฟังเพราะถ้าประสงค์เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องออกเช็ค จะเขียนกันไว้ในกระดาษอย่างอื่นก็ได้

สรุปแล้ว รูปคดีน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้ไปหาโจทก์และบอกให้โจทก์ลงวันที่ในเช็คเพื่อเบิกเงินในวันที่ 8 มกราคม 2512 ดังที่โจทก์นำสืบ เมื่อโจทก์ลงวันที่ในเช็คตรงตามที่จำเลยที่ 1 สั่ง ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำลงโดยสุจริต อย่างไรก็ดีศาลฎีกาเห็นว่าแม้จะฟังข้อเท็จจริงถึงกับว่าโจทก์ได้ทราบว่าธนาคารได้ปิดบัญชีกับจำเลยที่ 1 แล้ว แต่โจทก์ก็ยังยอมรับเช็คไว้ก็ตาม จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธความรับผิดของตนตามเช็คนั้นหาได้ไม่ เพราะเช็คเป็นตราสารซึ่งผู้สั่งจ่าย สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินแก่ผู้ทรง และผู้สั่งจ่ายเป็นอันสัญญาว่า ถ้าธนาคารไม่ยอมจ่ายเงิน ผู้สั่งจ่ายก็จะใช้เงินแก่ผู้ทรงเองการจะทราบว่าบัญชีของจำเลยที่ 1 ได้ถูกปิดแล้วหรือไม่จึงไม่ใช่ข้อสำคัญ

จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเช็คนั้น ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นสลักเช็คซึ่งมีรายการขาดตกบกพร่องไปจากที่ระบุบังคับไว้ตามผู้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988 (6)โดยมิได้ลงวันออกตั๋ว แต่เป็นที่คาดหมายได้ว่าผู้ทรงโดยชอบผู้ทำการโดยสุจริตอาจจะจดแจ้งวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ เช่นนี้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยเชื่อว่าโจทก์ผู้ทรงเช็คโดยชอบจดวันสั่งจ่ายตามที่ถูกต้องแท้จริงลงในเช็คด้วยความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมใช้เงินแก่โจทก์จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้เกี่ยวข้องรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ยินยอมอนุญาตให้โจทก์ลงวันสั่งจ่ายในเช็คนั้นก็ตาม

เมื่อถือว่าวันสั่งจ่ายในเช็คพิพาทเป็นวันที่ 8 มกราคม 2512โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินในวันที่ 8 นั้นเองแต่ธนาคารศรีนคร จำกัด สาขาราชวงศ์ ผู้จ่ายได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นต่อมาวันที่ 14 มกราคม 2512 โจทก์ได้นำคดีขึ้นฟ้องร้องคดีของโจทก์จึงไม่สิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 แต่อย่างใด ทั้งคดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความฟ้องจำเลยทั้งสองตาม มาตรา 1002 ตามลักษณะตั๋วเงินด้วยเพราะโจทก์ได้นำคดีขึ้นฟ้องร้องภายในกำหนด 1 ปีนับแต่วันตั๋วเงินถึงกำหนด สรุปแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 800 บาทแทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิม กรพุกกะณะ · ประสาท สุคนธมาน · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้